รู้สึกพอใจขึ้นมา เพราะรู้ถึงความสามารถของลู่เฉิน เมื่อเทียบกับฟ่านหลงแล้วนับว่าแข็งแกร่งกว่ามาก
แต่ฟ่านหลงไม่รู้ จึงก้าวออกมาและตะโกนไปยังลู่เฉิน “มา!”
“เช่นนั้น ข้าไม่เกรงใจแล้ว” เมื่อชายหนุ่มพูดจบก็ดึงกระบี่ออกมา
ฟ่านหลงจึงรวบรวมม่านพลังปราณสีทองขึ้นมาบนร่างกาย จากนั้นพูดด้วยความมั่นใจว่า “เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เช่นเจ้า ต่อให้เจ้าโจมตีนับร้อยครั้ง ก็ไม่สามารถทำลายการป้องกันของข้าได้”
ผู้คนที่มองดูอยู่นั้นต่างก็รู้สึกว่าชายหนุ่มคงไม่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้
แต่ขณะที่ลู่เฉินรวบรวมปราณกระบี่
เพียงเห็นปราณกระบี่นี้ จากหลายร้อยเป็นหลายพัน จนมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ผู้คนในบริเวณนั้นก็ตะลึงงันไปทันที บางคนถึงขนาดพึมพำออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถรวบรวมปราณกระบี่ได้มากมายเพียงนี้?”
“ใครจะรู้กัน?”
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่นั้น ปราณกระบี่เหล่านั่นก็เริ่มบีบอัดเข้าด้วยกัน
“ดูนั่น ปราณกระบี่หลอมรวมกันแล้ว!”
“นี่เขามีความแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน?”
ทุกคนเข้าใจดี เมื่อปราณกระบี่ค่อย ๆ บีบอัดเข้าด้วยกัน จำเป็นต้องใช้พลังจำนวนมาก โดยเฉพาะยิ่งมีการบีบอัดมากขึ้น นั่นหมายความว่าพลังยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
ดังนั้นขณะที่ลู่เฉินยังไม่โจมตีออกไปนั้น ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ทว่าฟ่านหลงไม่คิดเช่นนั้น “ขั้นหลอมแก่นแท้เพียงหนึ่งคน แข็งแกร่งอีกมากเพียงใดก็เท่านั้น!”
ขณะนั้นเอง ปราณกระบี่ที่ถูกบีบอั