ใด”
ลู่เฉินยิ้มและเริ่ม ‘วางค่ายกล’ ทันที
นางไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังทำสิ่งใด แต่นางวางแผนที่จะโจมตีลู่เฉินต่อไป ไม่ให้ชายหนุ่มมีโอกาสหายใจ หลังจากนั้นไม่นานฝูงแกะอีกฝูงก็เข้ามา
คราวนี้แกะตัวใหญ่ขึ้นอีกทั้งยังไม่มีแขนและขา
ทว่าตรงกันข้ามกลับมีพลังมากขึ้น และเสียงที่เปล่งออกมาก็ยิ่งดังสนั่นหวั่นไหว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงเหล่านี้ไปอยู่ในร่างของลู่เฉินก็กลับไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อเขา
ดังนั้นลู่เฉินจึงยังคง ‘วางค่ายกล’ ต่อ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
สตรีนางนั้นสงสัยว่า “วิญญาณของคนคนนี้มีพลังแค่ไหน?”
ขณะที่นางกำลังพึมพำกับตัวเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ “ขลุ่ย แสดงฝีมือของเจ้าออกมา สังหารเขา มิฉะนั้นเขาจะทำลายยุทธภพของเจ้า”
“เข้าใจแล้ว” นางพึมพำตอบกลับ
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ตัว เพราะเสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของนักบุญหญิงคนนั้น และนางก็ยังดูอ่อนแอเล็กน้อย
ลู่เฉินจึงจงใจยั่วยุว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่กล้าออกมา?”
“พ่อหนุ่ม อย่าชะล่าใจ เดี๋ยวข้าจะขังวิญญาณเจ้าเอง และทำให้ชีวิตเจ้าเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!” นักบุญหญิงโกรธมากเมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฉิน และอยากจะสังหารอีกฝ่ายให้ตายตกเสียตั้งแต่ตอนนี้
ชายหนุ่มยังคงดูเฉยเมย “ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าจะทำอันใดก็แล้วแต่เจ้าเลย”
“หึ!” นักบุญหญิงส่งเสียงเย้ยหยันออกมาก่อนจะหยุดพูดไป
แสงสีฟ้าส่องประกายบนร่างของสตรีนางนั้น แล้วหายไปในอากาศ
ในเวลาเดียวกันก็มีเ