พูดจบ จึงเกิดไอความเย็นขึ้นรอบ ๆ จากนั้นลู่เฉินจึงถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นทันที อสูรปีศาจเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เข้ามาภายในนี้ทีละตัว เสวี่ยจิ่วจึงจ้องมองมายังอีกฝ่ายพลางหัวเราะ “ตอนนี้ขยับไม่ได้เสียแล้วหรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพราะเขาจะขยับเมื่อใดก็ได้ แต่เขายังคงเสแสร้งเป็นเช่นนั้นไปก่อน เพราะตอนนี้ ลู่เฉินยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นวางแผนจะทำสิ่งใดแน่ และเขายังไม่ได้คิดที่จะจับอีกฝ่าย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เฉินจึงวางแผนที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่
แต่เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นว่าลู่เฉินไม่พูดอะไร เขากลับคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยอมเสียแล้ว ดังนั้นจึงหัวเราะพลางพูดขึ้นมา “เป็นอย่างไร? ไม่พูดแล้วหรือ?”
“อย่างมากก็แค่เจ้าแช่แข็งข้าไว้ตลอด หรือไม่ก็สังหารข้าเท่านั้น!” ลู่เฉินกล่าว
เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นว่าลู่เฉินมีท่าทาง ‘อ่อนลง’ จึงหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เสวี่ยจิ่วกลับหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ดูเหมือนว่า แม้แต่อสูรเหล่านี้ของข้า เห็นทีจะไม่ต้องใช้งานเสียแล้ว!”
เมื่อพูดจบ เสวี่ยจิ่วจึงโบกมือขึ้นมา อสูรพวกนี้จึงค่อย ๆ จากไป ลู่เฉินกลับลองถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าคงไม่คิดที่จะแช่แข็งข้าไว้ที่นี่ตลอดหรอกนะ?”
“ไม่ นักบุญหญิงมีคำสั่งพิเศษมาให้ข้าจับเจ้าไว้และมอบให้นาง” เสวี่ยจิ่วพูดด้วยความมั่นใจ
ลู่เฉินจึงแสร้งพูดว่า “ว่าอย่างไรนะ? นางคิดว่าข้าจะยอมแพ้หรือ?”
“ถึงแม้เจ้าจะไม่ยอมแพ