อ?”
ฉีเหยียนไม่เข้าใจเช่นกัน “ไม่รู้ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงมองเห็นศรในหมอกเหล่านั้นได้”
ผู้นำจวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นกักขังพวกเขาไว้สักสองสามวัน แล้วค่อย…”
ใครจะคิดว่า ศิษย์ที่วิ่งมาตรงหน้านั้น… “ผู้นำจวน พวกเขาเดินออกมาจากค่ายกลหมอกแล้ว!”
“ว่าอย่างไรนะ!?” เขามีท่าทีร้อนรนและเริ่มเดินไปมาด้วยความลังเล
ส่วนฉีเหยียนตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร? นั่นเป็นค่ายกลหมอกเชียวนะ!”
หยวนเส่าชิงที่อยู่ตรงนั้นกล่าวด้วยความกังวล “ผู้นำจวนหลิว ข้าคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว จวนเหมันต์อุดรของพวกท่านมีความสามารถใดก็จงรีบแสดงมันออกมาเถิด!”
ฉีเหยียนจึงมองไปยังผู้นำจวนผู้นั้นเพื่อรอคำสั่งจากเขา
ผู้นำจวนเอ่ยขึ้นมาด้วยความแววตาเย็นชา “ไป ไปดูเขา”
เมื่อพูดจบ ผู้นำจวนก็เดินออกไปจากตำหนัก หยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ จึงรีบไปดูเรื่องสนุกทันที ส่วนฉีเหยียนนั้นเมื่อเห็นผู้นำจวนคิดจะลงมือด้วยตัวเอง ในใจพลันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
จนกระทั่งพวกเขาเดินออกไปจากตำหนัก มาถึงยังขอบหน้าผา จึงได้เห็นเจี้ยนซิงเฟิงนำคนกลุ่มหนึ่งไปล้อมลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไว้พอดี
“ผู้นำจวน เจี้ยนซิงเฟิงผู้นั้น?” เมื่อฉีเหยียนเห็นเจี้ยนซิงเฟิงจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เขามีจี้หยกเป่ยเสวี่ย เมื่อผสานกับคนของจวนเหมันต์อุดรมากมายเช่นนั้น ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นจะรับมือได้” ผู้นำจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เมื่อฉีเหยียนได้