ตุอื่นมาก ปกติเวลาต่อสู้จะได้เปรียบมาก แต่คนที่คู่ต่อสู้พบคือการเผชิญหน้ากับเคล็ดวิชาการป้องกันที่แปลกประหลาด ดังนั้นในแง่ความเร็วจึงไม่มีข้อได้เปรียบ”
ฟาเทียนจึงเอ่ยว่า “การป้องกันของจอมมารหญิงนี้แตกต่างออกไป”
“นี่เป็นวิธีการฝึกฝนที่ไม่เหมือนใครของนาง” ลู่เฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ส่วนเจี้ยนซิงเฟิง หลังจากโรมรันพันตูกับอวิ๋นซวนซวนมาระยะหนึ่ง จู่ ๆ เขาก็ปรากฏตัวต่อหน้าลู่เฉินราวกับร่างเงาแสงสีขาว และพูดเสียงก้องกังวานกับอวิ๋นซวนซวนว่า “อย่าลืม ผู้นำจวนบอกว่าเป้าหมายของพวกเราคือเขา”
อวิ๋นซวนซวนตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เจ้าไม่ควรแตะต้องเขา มิฉะนั้นเจ้าลำบากแน่”
เจี้ยนซิงเฟิงคิดว่าอวิ๋นซวนซวนกำลังทำให้เขากลัวจึงเพิกเฉยนางไป เพราะเขาไปถึงหน้าลู่เฉินแล้ว มือตวัดกระบี่พุ่งออกไป หมายจะกำราบอีกฝ่ายในกระบวนท่าเดียว
ส่วนผู้คนที่อยู่ตรงนั้น เมื่อพวกเขาเห็นเงาและเคล็ดวิชากระบี่ที่รวดเร็วนั้น พวกเขาต่างก็คิดว่าลู่เฉินคงจบเห่แล้ว
แต่ฉีฉีกลับด่าว่า “เจ้าคนต่ำต้อย!”
พูดจบ ฉีฉีก็กางปีกด้านหลังของนางออก พร้อมกับปล่อยไอเย็นที่ทรงพลังออกมา
เจี้ยนซิงเฟิงตกตะลึง ตัวเขาถูกปราณกระบี่นับไม่ถ้วนล้อมรอบทันที เพื่อต้านทานไอเย็นยะเยือก และตัวเขาก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนจะมองไปที่ฉีฉีพลางขมวดคิ้ว “เจ้าคืออสูรศักดิ์สิทธิ์ตัวนั้นหรือ?”
ทุกคนตกใจเมื่อได้ยินว่าฉีฉีเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์
โดยเฉพาะคนในจวนเหมันต์อุดร ท