่างก็ตกตะลึงขึ้นมา
สวี่เล่ยซานจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากไม่อยากตาย จงถอยออกมาตรงนี้!”
คนของหอวังอัสนีค่อย ๆ บินออกไป จนเหลือเพียงตู้เทียนซานและกลุ่มคนที่ถูกลู่เฉินจับไปที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้น เพราะพวกเขาได้กลายเป็นหุ่นเชิดของชายหนุ่มไปแล้ว
ภายในใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว โดยเฉพาะตู้เทียนซานที่หันไปพูดกับลู่เฉินว่า “รีบไปเถิด มิเช่นนั้นหากสัตว์ปีศาจออกมาก็จะยิ่งลำบาก!”
“ปล่อยสัตว์ปีศาจ?”
“ใช่ เมื่อครู่ ผู้อาวุโสสวี่ได้ปล่อยค่ายกลกักขังปีศาจที่อยู่ภายในค่ายกลของภูเขาลูกนี้ และเมื่อค่ายกลถูกเปิดออก สัตว์ปีศาจเหล่านั้นก็จะวิ่งออกมารอบ ๆ ภูเขา” ตู้เทียนซานอธิบาย
ลู่เฉินกลับฉีกยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็มาเถิด ข้ากำลังต้องการเลือดสัตว์ปีศาจบางส่วนพอดี”
“เลือดสัตว์ปีศาจ?” ตู้เทียนซานไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ส่วนฉีฉีน้อยนั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงสัตว์ปีศาจที่อยู่รอบ ๆ นั้นก็พูดขึ้นมาว่า “มีหลาย ๆ สิ่งกำลังเข้ามาแล้ว!”
ลู่เฉินกลัวว่าฉีฉีน้อยจะแสดงความรุนแรงมากเกินไปจนฆ่าสัตว์ปีศาจเหล่านั้นได้ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยเตือนฉีฉีน้อยขึ้นมา “อีกสักครู่ไม่ต้องฆ่าพวกเขา ปล่อยพวกมันไว้ มันมีประโยชน์!”
“เจ้าค่ะ!” ฉีฉีน้อยรับคำอย่างเชื่อฟัง
ทว่าวานรขาวในตอนนั้นยืนอยู่บนท้องฟ้าและพูดกับลู่เฉินว่า “เจ้ารอเวลาตายของเจ้าเถิด!”
เมื่อฟาเทียนเห็นวานรขาวนำของบางสิ่งออกมาก็รีบตะโกนไปยังลู่เฉินทันที “ผู้อาวุ