นย่อมยินดี ดังนั้นจึงปล่อยให้พวกเขาเข้ามา
ฉีเหยียนและคนอื่น ๆ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินอย่างระมัดระวัง ในขณะที่ฟาเทียนหยอกล้อว่า “อันใดนะ?
ฉีเหยียนเตือนว่า “พวก พวกเราไม่กลัวพวกเจ้า!”
ฟาเทียนยิ้ม “โอ้? จริงหรือ? เมื่อครู่ไม่รู้ว่าใครวิ่งเร็วนัก!”
ใบหน้าของฉีเหยียนดูไม่ได้ และวานรขาวก็กังวลว่าลู่เฉินจะก่อปัญหา ดังนั้นจึงจ้องไปที่ลู่เฉิน “ไอ้หนู ถ้าเจ้าไม่อยยากหาอสูรศักดิ์สิทธิ์ไม่พบ ก็วางความแค้นลงเถิด!”
ลู่เฉินเย้ยหยัน “ข้าไม่ต้องการเจ้า ข้าหาเองได้!”
“แต่อสูรศักดิ์สิทธิ์ถูกข้าขังไว้ และมีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้วิธีปล่อยมันออกมา” วานรขาวคิดว่านี่จะขู่ลู่เฉินได้และยอมประนีประนอมกับตัวเอง
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินจะฉีกยิ้ม “แค่สมบัติวิญญาณไม่กี่ชิ้นของเจ้า เจ้าคิดว่ามันจะติดกับดักจริง ๆ หรือ?”
วานรขาวถามแปลก ๆ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“จับตาดูให้ดีล่ะ!” หลังจากพูดจบ เขาก็ยืนอยู่ที่ช่องเปิดของรอยแตก และทุกคนก็มองไปที่รอยแตก ด้านล่างก่อนจะพบว่าไม่มีอันใดนอกจากแสงสีฟ้าที่กะพริบวาบ
แต่เมื่อลู่เฉินกระโดด เขาก็ร่อนลงในสถานที่หนึ่ง จากนั้นมือก็ชี้ไปในอากาศราวกับว่าเขากำลังทำอันใดบางอย่าง
“พ่อหนุ่ม เจ้าทำอันใด?” ใครบางคนอดไม่ได้ที่จะถาม
“ใครจะรู้ว่าเขากำลังทำอันใดอยู่”
…
ฉีเหยียนมองไปที่วานรขาว “เขากำลังทำอันใด?”
วานรขาวก็อยากรู้เช่นกัน แต่ลู่เฉินยืนนิ่ง ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอันใดอยู่กันแ