ันใดกับคนพวกนั้น เขาให้คนอื่น ๆ เข้าแถวเพื่อเดินเข้าสู่ค่ายกล” ผู้อาวุโสกระดูกรายงานสถานการณ์ของลู่เฉินที่ตนได้ส่งคนไปสืบมาทีละเรื่อง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นักบุญหญิงก็สับสน “เข้าแถวหรือ?”
“ขอรับ!”
“คิดจะทำอันใดกันแน่” เสียงฉงนใจของนักบุญหญิงดังออกมาจากรูปปั้น
ผู้อาวุโสกระดูกกล่าวต่อไปว่า “หลังจากเข้าแถวเสร็จ พวกคนเหล่านั้นก็เริ่มเข้ามาที่ภูเขาของสำนักเหมันต์สงัดของเราแล้ว!”
“เปิดค่ายกลของภูเขาลูกแรก ปล่อยให้พวกเขาขึ้นไปบนภูเขานั่น แล้วให้เจ็ดนักฆ่าจัดการกับพวกเขา!” นักบุญหญิงกล่าว
ผู้อาวุโสกระดูกขานรับ “ขอรับ!”
ผู้อาวุโสกระดูกถอยออกไปทำตามคำสั่ง
นักบุญหญิงหัวเราะอย่างแปลกประหลาด “ข้าอยากจะดูนักว่าพวกเจ้าจะต้านทานเจ็ดนักฆ่าที่เก่งกาจขึ้นพวกนี้ได้อย่างไร!”
…
อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็มาถึงด้านนอกค่ายกลของสำนักเหมันต์สงัด และอยู่ ๆ ทางเข้าบนยอดเขาแห่งหนึ่งในค่ายกลก็ถูกเปิดออก
“ผู้อาวุโส ดูสิ ภูเขาลูกนี้ดูเหมือนจะไม่มีค่ายกล” ฟาเทียนพูดแล้วก็ชี้ไปที่ภูเขาลูกนั้น
แต่หานลั่วสุ่ยกลับกังวลเล็กน้อย “นายท่าน ดูเหมือนสถานการณ์จะมีบางอย่างผิดปกติ!”
ไม่เพียงแต่หานลั่วสุ่ยเท่านั้น แต่ทุกคนก็รู้สึกแปลก ๆ โดยเฉพาะภูเขาที่อยู่ตรงหน้านี้ แม้ว่าจะไม่มีค่ายกล แต่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ ทำให้มันขาวโพลนเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เมื่อทุกคนเข้าไปในนั้น สติก็คล้ายถูกแทรกแซง พวกเขามองไม่เห็นอันใดบน