ัวไป เกรงว่าจะถูกลู่เฉินจับไปได้
ส่วนอาไท่ที่นำทางลู่เฉินนั้น ได้มาถึงถนนสายเล็กในภูเขามารราตรี และด้านข้างของถนนนี้มีแผ่นป้ายแขวนไว้ ‘พื้นที่ต้องห้าม’
ฟาเทียนแปลกใจ “พื้นที่ต้องห้าม?”
“ใช่ พื้นที่ต้องห้ามนี้ โดยปกติมีเพียงผู้อาวุโสและเจ้าสำนักเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ หรือไม่ก็ศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนัก” อาไท่อธิบาย
เมื่อฟาเทียนได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น เจ้าคือศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักหรือ?”
“ใช่” อาไท่ขานรับ
ลู่เฉินจึงพูดขึ้นมาว่า “เข้าไปเถิด”
อาไท่รีบเชิญลู่เฉินเข้าไปทันที แต่เมื่อเข้ามาด้านในแล้วกลับเป็นป่าหนาทึบ ขณะเดียวกันยังมีไอมารเคลื่อนไหวอยู่มากมาย
“ไอมารของพวกเจ้า แตกต่างจากทั่วไป” ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ก่อนจะพูดออกมา
อาไท่จึงอธิบายว่า “สำนักมารราตรีของเราเป็นสำนักโบราณสำนักหนึ่ง และสถานที่นี้ว่ากันว่ามีเส้นเลือดมารอยู่ เหมือนกับเส้นเลือดวิญญาณของผู้ฝึกฝนทางธรรม”
ลู่เฉินพยักหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “ภูเขามารราตรีของพวกเจ้ามีประวัติยาวนานแค่ไหนกัน?”
“อย่างน้อยก็ห้าหมื่นปีแล้ว” อาไท่ตอบกลับ
เมื่อลู่เฉินเข้าใจจึงเปิด ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ ดวงตาทั้งสองราวกับมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งขึ้นมาทันที มองพื้นที่ต้องห้ามนี้จนทะลุปรุโปร่ง แม้แต่เจ้าสำนัก รวมทั้งพื้นเหล่านั้นอยู่ที่ใดก็เห็นได้ชัดเจนทั้งหมด
“ไข่มุกนี้ใช้ดีเสียจริง” ลู่เฉินพึมพออกมา
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ ไม่รู้ถึงสถา