นการณ์ แต่เมื่ออาไท่เห็นว่าลู่เฉินเดินตรงไปทางใด เขาก็พลันมีสีหน้าตกตะลึง “ท่านหมอลู่ ท่าน…ท่านรู้ว่าเจ้าสำนักเราอยู่ที่ใด?”
“อืม”
อาไท่เบิกตากว้าง “แต่เจ้าสำนักเราไม่ได้บอกท่าน”
“ไม่ได้บอกข้า แล้วข้าหาเองไม่ได้หรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“แต่สถานที่นี้ แม้แต่เจ้าสำนักของเราก็ยังไม่รู้จักอีกหลายสถานที่ แต่ท่านเป็นเพียงคนนอก เหตุใดจึงคุ้นเคยกับเส้นทางของที่นี่นัก” อาไท่ไม่เข้าใจ
ลู่เฉินตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ข้ามีสายตาคู่หนึ่งที่สามารถมองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งได้”
อาไท่รู้สึกว่าดูเป็นเรื่องลึกลับมากเกินไป แต่ฟาเทียนกลับมองเขาด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสเก่งมากนัก”
อาไท่ก็คิดเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่ได้ถามอันใดมากนัก เพียงตามลู่เฉินไปอย่างเงียบ ๆ
ทว่าผู้อาวุโสม่อที่อยู่ในมุมมืดนั้นเห็นลู่เฉินเดินอยู่ภายในป่าผ่านไป สีหน้าของเขาพลันเต็มไปด้วยความแปลกใจ “แปลกนัก เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงเดินอยู่ภายในป่าได้อย่างอิสระเช่นนั้น?”
“เขาได้รับไข่มุกราตรีสมุทร ย่อมทำได้” เสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้อาวุโสม่อรีบหันหลังกลับไปทันที
ผู้อาวุโสม่อหวาดกลัวขึ้นมา แล้วเขาก็เห็นเงาไอมารกลุ่มหนึ่งอยู่บนกำแพง เงานั้นมีแสงสีแดงเพลิงสว่างขึ้นมา
เมื่อผู้อาวุโสม่อเห็นสิ่งนี้ จึงอุทานออกมาด้วยความหวาดกลัวทันที “นายท่านหั่ว”
“เจ้าบอกว่าครั้งที่แล้ว คนที่ทำลายศิษย์ของเจ้าก็คือเขา?” เงามารเพลิงกะพริบขึ้นมาพลางเอ่ยถาม
“ใช่ ค