รงพลังมาก
แม้ว่าคนเหล่านั้นจะแข็งแกร่งขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่สามารถบดขยี้บุตรศักดิ์สิทธิ์ได้ ในทางกลับกันบุตรศักดิ์สิทธิ์กางมือออก และเงากระบี่ก็แปลงจากไอวิญญาณสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าใส่ลู่เฉิน
พลังนี้นับว่ายิ่งใหญ่มาก!
ลู่เฉินยิ้มแปลก ๆ และเปิด ‘กระจกนภาวิญญาณ’ เมื่อเงากระบี่กระทบกระจก เงากระบี่ก็กระเด็นออกไปทีละชิ้น ทำให้เกราะป้องกันสีทองของบุตรศักดิ์สิทธิ์แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
สิ่งนี้ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ถลึงตา “มันคืออันใด!”
หนานกงมู่ตะโกนว่า “กระจกนภาวิญญาณ!”
“อันใดนะ!?” บุตรศักดิ์สิทธิ์หน้าเปลี่ยนสีในพลัน ก่อนจะรีบกลับไปที่ตำหนัก ยิ่งไปกว่านั้นยังดึงหนานกงมู่เข้าไปในตำหนักแล้วปิดประตู
คนของแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถทำลายการป้องกันของตำหนักได้ ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่มองไปที่ลู่เฉินและรอให้เขาจัดการ
“ไม่รีบ! ลงมาเถิด!” ลู่เฉินปล่อยให้คนเหล่านี้ลงมา ขณะที่ตนเองเริ่มวางค่ายกล
ทุกคนต่างสงสัยว่าเขากำลังจะทำอันใด หนานเหยาเองก็สับสนเช่นกัน
ส่วนทางด้านตำหนักที่อยู่กลางอากาศ ยามนี้บุตรศักดิ์สิทธิ์กำลังจ้องภาพบนฝาผนัง
เห็นเพียงภาพนี้เป็นภาพที่ลู่เฉินอยู่ด้านนอก
“เขากำลังทำอันใด?” บุตรศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนภูตเฒ่าเน่ยเจิ้นมองปราดเดียวก็มองออก “เขากำลังวางค่ายกล!”
เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกล หนานกงมู่ก็พูดอย่างหดหู่ว่า “เจ้านี่ กำลังจะวางค่ายกลในแดนศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์กั