รถเข้ามาได้อย่างนั้นหรือ?” หนานกงมู่ไม่สนใจคำพูดดังกล่าว และเมื่อเฮยเม่ยได้ฟังจึงพูดขึ้นมา “เช่นนั้น หวังว่าเขาคงจะรีบมา”
“ไปเถิด จะพาเจ้าไปดูเรื่องสนุก”
“ดูเรื่องสนุก?” เฮยเม่ยสงสัย หนานกงมู่จึงยิ้มออกมา “ไป ไปหอสังเกตการณ์แดนศักดิ์สิทธิ์!”
หอสังเกตการณ์?
เฮยเม่ยไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสองก็มาถึงหอคอยสูงที่ดูเหมือนหอสังเกตการณ์ ขณะเดียวกัน ด้านบนสุดของหอคอยนี้มีค่ายกลอยู่ และค่ายกลนี้สามารถมองเห็นทุกอย่างในแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้ แม้แต่คิดอยากจะดูใบหญ้าหรือต้นไม้ก็ยังได้
“ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!” เฮยเม่ยกล่าวออกมาด้วยความตกตะลึง
หนานกงมู่จึงยิ้มออกมา “มองศิษย์เหล่านั้นที่อยู่ด้านนอกแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างก็เป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดของเรา”
เฮยเม่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เช่นนั้น หากเขาเข้ามายังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด ไม่ใช่ว่าจะต้องต่อสู้กับบรรดาศิษย์เหล่านั้นเสียก่อน?”
“ใช่ แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมีสิบแปดค่าย และทุก ๆ ค่ายจะมีผู้นำขั้นก่อกำเนิดหนึ่งคน กระจายตัวอยู่ทั้งสิบแปดภูเขา ถ้าหากเจ้าหนุ่มผู้นั้นคิดจะเข้ามา ต้องทำลายธงค่ายทั้งสิบแปดภูเขาเสียก่อน จึงจะสามารถเข้ามาถึงใจกลางแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้!” หนานกงมู่ยิ้มอย่างมีเลศนัย
เฮยเม่ยได้ฟังก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “แท้จริงแล้ว ค่ายทั้งสิบของแดนศักดิ์สิทธิ์มีความหมายเช่นนี้เอง!”
“ค่ายทั้งสิบแปด คนของค่า