างก็ห่อจี้ทองคำทั้งสองกลับคืนให้อย่างประณีตแล้ววางบนมือเหยียนจื่อเซียง “ขอบใจเจ้ามากนะจื่อเซียง”
“ขอบใจข้าเรื่องอะไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย” เหยียนจื่อเซียงเก็บของเข้าอกเสื้อแล้วชวนสวีอวิ้นเอ๋อร์ดื่มต่อทันที
ค่ำคืนล่วงเลยไปจนดึกดื่น ในที่สุดสวีอวิ้นเอ๋อร์ก็เมามายจนไม่ได้สติ สวีซิ่งอี้จึงแบกน้องสาวขึ้นหลังไปที่รถม้า เขาหันกลับมามองเหยียนจื่อเซียงที่เดินมาส่งพร้อมประสานมือขอบคุณ “วันนี้ขอบใจแม่นางมาก”
“ขอบคุณแค่ปากเปล่ารึ?” เหยียนจื่อเซียงเลิกคิ้วถามอย่างยโส “คนตระกูลสวีทำเรื่องให้มันจบๆ ไปแบบนี้หรือ?”
สวีซิ่งอี้ถามกลับ “แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดอีก!”
“ไม่ต้องการสิ่งใดหรอก แค่เจ้ากลับไปแล้วอย่าลืมให้คนรับใช้ต้มน้ำแกงสร่างเมาให้นางดื่มด้วยล่ะ และที่สำคัญ… อย่าให้นางต้องโดนด่า!” พูดจบ เหยียนจื่อเซียงก็ไพล่หลังเดินอาดๆ กลับเข้าหอฝานเทียนไป โดยไม่สนใจสายตาประหลาดใจของผู้คนที่มองมาแม้แต่น้อย
สวีซิ่งอี้มองตามแผ่นหลังของสตรีในชุดแดงจนลับสายตา เขาเผลอยกยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้ตัวก่อนจะขึ้นรถม้าพาน้องสาวกลับบ้าน
ทางด้านแม่เฒ่าเนี้ย เมื่อเห็นเหยียนจื่อเซียงเดินเข้าเดินออกหอฝานเทียนอย่างตามใจชอบก็ปวดขมับจนแทบระเบิด แต่ติดที่แม่นางหลานซั่วกับเหยียนจื่อเซียงนั้นเป็นสหายรักกัน ทันทีที่ฝ่ายหลังกลับมา หลานซั่วก็หอบกาสุราเข้าไปมุดอยู่ในห้องส่วนตัวของนางทันที หากมิใช่เพราะหอฝานเทียนแห่งนี้ถูกหลี่เยว่หานเข้