ีแม้แต่ร่องรอยของคราบน้ำตาเสียด้วยซ้ำ
อวี้จวงไม่ได้ถือสา นางเพียงใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเล็ก ๆ ของอาอี้อย่างเอ็นดู ก่อนจะผลักประตูห้องของหลี่เยว่หานเข้าไปอย่างเบามือ
ในตอนนั้น หลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาแล้ว นางนั่งอยู่บนขอบเตียงพลางมองอวี้จวงที่เดินเข้ามา
“พระชายา ท่าน… ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ!” อวี้จวงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของหลี่เยว่หาน ก่อนจะแสดงสีหน้าเก้อเขิน “บ่าวไม่ได้ตั้งใจจะส่งเสียงดังรบกวนกับคุณชายน้อยที่หน้าห้องเลยเจ้าค่ะ”
หลี่เยว่หานอมยิ้ม “ดูเจ้าสิ ข้ายังไม่ทันว่าอะไรสักคำ เจ้าก็รีบชิงสารภาพความผิดเสียแล้ว เช่นนี้ข้าจะตำหนิเจ้าลงได้อย่างไร”
ระหว่างที่สนทนา อวี้จวงก็ปรนนิบัติผลัดเปลี่ยนจากชุดนอนให้หลี่เยว่หานอย่างคล่องแคล่ว นางเลือกชุดกระโปรงรัดอกสีแดงสลับดำมาให้ หลังจากรับใช้ให้สวมใส่ทีละชั้นจนเรียบร้อย ก็หยิบสายรัดเอวสีแดงเข้มปักลวดลายวิจิตรมาคาดทับเอวคอดกิ่ว แขวนเครื่องประดับหยกจี้เสวียนกูเข้ากับโซ่เงิน ก่อนจะเริ่มลงมือทำผมและแต่งหน้า
“เหตุใดวันนี้ถึงแต่งตัวให้ข้าดูเป็นทางการนัก?” หลี่เยว่หานรู้สึกงุนงง “มีเรื่องอะไรที่ข้าลืมไปหรือเปล่า?”
“ไม่มีเจ้าค่ะ เพียงแต่ช่วงนี้พระชายามัวแต่ยุ่งวุ่นวายกับงานนอกบ้านมานาน ไม่ได้แต่งองค์ทรงเครื่องให้งดงามเช่นนี้มาพักใหญ่แล้ว” อวี้จวงเอ่ยพลางบรรจงหวีเส้นผมสีดำขลับปานน้ำตกของหลี่เยว่หานอย่างนุ่มนวล มื้อที่ช่ำชองของนางใช้เวลาเพ