็นคหบดีจากต่างถิ่น ทุ่มเงินให้หอฝานเทียนทีเดียวห้าพันตำลึง บอกว่าจะพักที่เมืองหลวงไปจนกว่าจะสิ้นฤดูหนาว ตอนนี้ก็พักมาได้หลายวันแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ได้แสดงอาการโกรธเคือง แม่เฒ่าเนี้ยก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก “พวกเรายังมีห้องรับรองอื่นอีก เดี๋ยวข้าจะพาพระชายาไปเองเจ้าค่ะ!”
“หืม?” หลี่เยว่หานขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “เมื่อกี้เจ้าบอกว่าเป็นคหบดีจากต่างถิ่นอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าค่ะ” แม่เฒ่าเนี้ยพยักหน้า “ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ภัตตาคารแปดเซียนดี ๆ ก็ไม่ไปพัก หรือบรรดาห้องพักในเมืองก็มีตั้งเยอะแยะกลับไม่ไป แต่กลับพาคนมาปักหลักอยู่ที่หอฝานเทียนของพวกเรา แถมแต่ละวันยังใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมาก แต่ที่น่าแปลกคือพวกเขาไม่เรียกหญิงคณิกาเลยสักคน ดูท่าทางแล้ว… เหมือนจะไม่ใช่คนของแคว้นตงฮั่นเราด้วยเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานดูอารมณ์ดี และสวีอวิ้นเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร แม่เฒ่าเนี้ยที่เริ่มผ่อนคลายจึงพรรณนาออกมาเสียยืดยาว
“เราไม่เอาห้องรับรองแล้วล่ะ จัดโต๊ะเล็ก ๆ ตรงระเบียงให้เราก็พอ เดี๋ยวคุณชายสวีกับคุณชายเวินก็คงตามมา เจ้าจำไว้ว่าถ้าพวกเขามาถึงก็ให้พามาที่โต๊ะได้เลย” พูดจบ หลี่เยว่หานก็ส่งตำลึงเงินก้อนเล็กให้แม่เฒ่าเนี้ย
คนทำอาชีพนี้มีใครบ้างไม่ตาโตเมื่อเห็นเงิน?
แม่เฒ่าเนี้ยรู้สึกตื้นตันที่หลี่เยว่หานดูจะพูดง่ายกว่าแต่ก่อน แถมยังได้รางวัลอีก จึงยิ้มแก้มปริรีบจัดแจงโต๊ะที่เห็