ือไว้ในที่ซุกมืออันหนึ่ง และภายในนั้นยังใส่หม้อน้ำร้อนทังผอจื่อใบเล็กที่กำลังร้อนกรุ่นเอาไว้อีกด้วย
เมื่อเดินตามสตรีทั้งสองออกมาจากภัตตาคารแปดเซียน สวีซิ่งอี้ก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุขใจ
“ดีจริง ๆ!”
เวินเทียนเหล่ยที่เดินอยู่ข้าง ๆ ทำหน้าฉงน “ดีอะไรของเจ้า?”
“วันนี้ข้าได้กินหม้อไฟจนตัวอุ่นไปหมด ไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิด!” สวีซิ่งอี้เอ่ยกลั้วหัวเราะ “ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าทำไมหม้อไฟถึงได้โด่งดังนัก! มันช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน แค่ใช้ถ่านไม้ก็ต้มน้ำซุปในหม้อจนเดือดพล่านได้โดยไม่มีเปลวไฟแลบออกมา แถมยังปรับความร้อนได้ด้วยฝาบนปล่องไฟนั่นอีก สุดยอดจริง ๆ! นี่เจ้าก้อนหิน เจ้ารู้ไหมว่าเทพเซียนองค์ใดเป็นผู้คิดค้นหม้อไฟนี้ขึ้นมา มันอร่อยเหลือเกิน!”
เมื่อถูกเรียกว่า “เจ้าก้อนหิน” เวินเทียนเหล่ยก็ทำหน้าปั้นปึ่งขึ้นมาทันที “เจ้าสิที่เป็นก้อนหิน คนทั้งบ้านเจ้านั่นแหละคือก้อนหิน!” พูดจบเขาก็สาวเท้าเดินลิ่วตามหลี่เยว่หานและสวีอวิ้นเอ๋อร์ไปทันที
“เดี๋ยวสิ! ชื่อข้าไม่มีคำว่าหินสักคำ แต่ชื่อเจ้าน่ะมีหินตั้งสามก้อนเชียวนะ!” สวีซิ่งอี้บ่นอย่างไม่เข้าใจ เขาพยายามจะวิ่งตามไป แต่เพราะอิ่มจนพุงกางเกินไปจึงวิ่งไม่ออก…
…..
ณ หอฝานเทียน
ก่อนจะเข้าสู่ฤดูหนาว หลี่เยว่หานได้สั่งปิดหอฝานเทียนชั่วคราวหนึ่งเดือน เพื่อวางระบบ ‘ทางเดินไฟใต้ดิน’ และติดม่านผ้าฝ้ายหนาที่ประตูเพื่อกั้นลมหนาว ดังนั้นทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน จึงไม