คว้าถ้วยน้ำจิ้มของตนกลับมา แล้วขยับหนีไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งทันที
สวีซิ่งอี้ได้แต่นั่งแหง็กอยู่ที่เดิม เขาหันไปมองสวีอวิ้นเอ๋อร์ที่กำลังมีหลี่เยว่หานคอยดูแลเอาใจใส่คีบเนื้อให้ด้วยสายตาตัดพ้อ ก่อนจะเอ่ยเสียงเศร้า “อวิ้นเอ๋อร์ พี่ชายก็อยากกินบ้าง”
“ท่านก็มีมือมีเท้ามิใช่รึ!” สวีอวิ้นเอ๋อร์ยังคงเคืองเรื่องที่สวีซิ่งอี้ขัดขวางไม่ให้นางไปเที่ยวหอฝานเทียนกับหลี่เยว่หาน เมื่อสบโอกาสนางจึงตอกกลับอย่างไม่ไว้หน้า
สวีซิ่งอี้หันไปหาหลี่เยว่หานด้วยสายตาละห้อย “เยว่หาน อย่างไรเจ้าก็ช่วยสอนข้าหน่อยเถิด ว่าของพวกนี้มันต้องกินอย่างไร!”
หลี่เยว่หานทั้งขำทั้งระอา นางชี้มือไปยังเคาน์เตอร์เครื่องปรุงที่วางเรียงรายอยู่ตรงระเบียงทางเดินนอกห้องซึ่งมีพนักงานคอยดูแลอยู่ “เจ้าหยิบถ้วยออกไปปรุงน้ำจิ้มตามรสชาติที่เจ้าชอบมาก่อนเถิด”
สิ้นคำ สวีซิ่งอี้ก็รีบคว้าถ้วยวิ่งออกจากห้องรับรองไปอย่างรวดเร็ว
เวินเทียนเหล่ยหันมองตามหลังพลางถอนหายใจ “จบกัน ข้าไม่อยากจะนึกเลยว่าประเดี๋ยวเขาจะตักเครื่องปรุงอะไรกลับมาบ้าง”
“ทำไมรึ?” หลี่เยว่หานถามพลางคีบเนื้อหมูลวกใส่ถ้วยให้น้องสาวตัวน้อย
“อวิ้นเอ๋อร์เป็นสตรี อย่างไรก็น่าจะพอรู้จักเครื่องปรุงรสบ้าง แต่สวีซิ่งอี้น่ะรึ… แม้แต่ประตูห้องครัวเขายังไม่เคยเหยียบเข้าไปเลยด้วยซ้ำ” เวินเทียนเหล่ยพูดอย่างไม่วางใจ ก่อนจะวางตะเกียบแล้วลุกเดินตามออกไปดู
เมื่อมองตามหลังเขาไป หลี่เยว่หานก็เกิดความ