แถมตอนเริ่มลวกเนื้อ สวีซิ่งอี้ก็เลียนแบบท่าทางของเวินเทียนเหล่ย เขาใช้ตะเกียบกลางคีบเนื้อใส่ลงไปในหม้ออย่างระมัดระวังประหนึ่งกลัวหม้อจะระเบิดใส่หน้า แล้วรีบถอยกรูดไปข้างหลัง
เวินเทียนเหล่ยคงทนดูไม่ได้จริง ๆ ถึงได้ยอมลวกเนื้อให้แถมยังแบ่งน้ำจิ้มให้ครึ่งหนึ่ง
ใครจะไปคิดว่าพ่อตัวดีคนนี้จะถือโอกาสเกาะติดเวินเทียนเหล่ยไม่ปล่อย
ตอนนี้หลี่เยว่หานเองก็ชักอยากจะเห็นแล้วว่า น้ำจิ้มที่สวีซิ่งอี้ไปปรุงมาด้วยตัวเองนั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
คิดยังไม่ทันไร สวีซิ่งอี้ก็เดินตามหลังเวินเทียนเหล่ยกลับเข้ามาในห้อง
เวินเทียนเหล่ยเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะโดยไม่พูดไม่จา เขาคีบเนื้อยัดเข้าปากไปสองคำใหญ่ด้วยท่าทางฉุนเฉียว
แต่หลี่เยว่หานและสวีอวิ้นเอ๋อร์ไม่มีเวลาไปถามอะไรเขา เพราะสายตาของพวกนางถูกตรึงอยู่ที่ถ้วยน้ำจิ้มขนาดใหญ่ยักษ์สองถ้วยในมือของสวีซิ่งอี้…
ถ้วยหนึ่งเต็มไปด้วยพริกขี้หนูสีแดงระลานตา ส่วนอีกถ้วยถูกโปะด้วยพริกเขียวซอยจนมิด…
ที่สำคัญคือ มันเป็นชามแกง มิใช่ถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ…
“หึ ๆ คุณชายอย่างข้าก็เป็นคนกินหม้อไฟเป็นเหมือนกันนะ!” สวีซิ่งอี้เอ่ยอย่างภูมิใจพลางทรุดตัวลงนั่ง เขาหยิบตะเกียบกลางคีบเนื้อลงหม้อแล้วเริ่มร่ายคำคล้องจองพึมพำในปาก
“หม้อไฟ หม้อใจ ใครก็รัก… เริ่มที่เนื้อเน้นหนัก แล้วตามด้วยผักเอย!”
“เนื้อบางลงหม้อ นับต่อสิบเสียง… สีจางไล่เรียง รสชาติเยี่ยมยอด!”
“หม้อไขมันวัว อร่อยเหลือล้ำ… น้ำจิ้