ตระกูลขุนนางขยายตัวใหญ่เกินไปจนราษฎรลำบาก ท่านลุงเองก็รู้ความจริงข้อนี้ดี”
“ใช่ เจ้าพูดถูก ท่านลุงของเจ้าแม้ไม่ได้เข้าประชุมเช้า แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องในราชสำนักยิ่งกว่าใคร พอเลิกประชุมได้ไม่นาน ก็มีคนแห่กันมาที่จวนกั๋วกงของเรา บอกว่าจะยกให้ท่านลุงของเจ้าเป็นตัวแทนตระกูลขุนนางมาเจรจาให้ท่านอ๋องยกเลิกการปฏิรูปเสียนี่ เขาถูกคนพวกนั้นผลักเข้ากองไฟชัด ๆ!”
ฟางจื่อหลานกล่าวพลางน้ำตาคลอ “พวกเราจวนซิงกั๋วกงวางตัวอยู่ในระเบียบมาโดยตลอด หยวนอันก็อายุสิบหกแล้ว พวกเรายังไม่เคยร้องขอตำแหน่งใด ๆ ให้เขาเลย ทั้งบ้านพึ่งพาเพียงที่ดินมรดกจากบรรพบุรุษเลี้ยงชีพ ไม่เคยไปแย่งชิงที่นาของชาวบ้านแม้แต่น้อย แต่ทว่า… วันนี้ท่านลุงของเจ้าถูกพวกขุนนางเหล่านั้นบีบคั้นจนลำบากใจจริง ๆ!”
เมื่อเห็นฟางจื่อหลานจะร้องไห้อีก หลี่เยว่หานรีบปลอบ “ท่านป้าอย่ากังวลไปเลย ทั้งท่านอ๋องและท่านลุงต่างเป็นคนฉลาด พวกเขาไม่ทะเลาะกันหรอก และไม่ว่าอย่างไร ท่านลุงก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านอ๋องย่อมให้เกียรติท่านลุงอย่างแน่นอน”
“เยว่หาน เจ้าต้องรีบส่งคนไปตามพ่อของเจ้ามาด้วย!” ฟางจื่อหลานนึกอะไรขึ้นได้ก็รีบจับมือหลี่เยว่หานแน่นด้วยความตื่นตระหนก “ตอนข้ามากับท่านลุงของเจ้า เขาบอกว่าพวกตระกูลขุนนางมองพ่อของเจ้าเป็นหนามยศมานานแล้ว เพราะเขามาจากครอบครัวชาวนาแต่กลับได้เป็นจิ้นกั๋วกง ครั้งนี้พวกตระกูลใหญ่ไปหาท่านลุงที่จวนซิงกั๋วกงแล้ว ต่อไปต้องไปหา