ดินจากไปดื้อ ๆ เลย
จงเจิ้งอวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนที่ค่อย ๆ ไกลออกไปพลางจมดิ่งสู่ความคิด
ข่าวคราวจากราชสำนักกระจายไปทั่วเมืองหลวงเร็วที่สุด เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม ทั่วทั้งเมืองต่างรับรู้ว่าฉีอ๋องต้องการประกาศใช้ระบอบใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างที่ยกย่องตระกูลขุนนางซึ่งฝังรากลึกมานานหลายร้อยปี! ตามตรอกซอกซอยชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ราษฎรทั่วไปมีสีหน้ายินดี ส่วนเหล่าตระกูลใหญ่กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกังวล
ณ จวนฉีอ๋อง
อวี๋เจ๋อฟางกำลังรอเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาในห้องหนังสือด้วยความร้อนรน ส่วนหลี่เยว่หานคอยอยู่เป็นเพื่อนฟางจื่อหลานที่กำลังดูแลเด็ก ๆ
“ท่านลุงของเจ้านี่นะ… จริงอยู่ที่พวกตระกูลขุนนางอย่างเราครองทรัพยากรของราชสำนักมานาน ยามนี้ฉีอ๋องเสนอให้ปฏิรูป ข้าที่เป็นผู้หญิงยังรู้เลยว่าผลประโยชน์ของราษฎรสำคัญที่สุด รากฐานของแผ่นดินก็คือราษฎร” ฟางจื่อหลานถอนหายใจพลางกุมมือหลี่เยว่หาน “แต่ท่านลุงของเจ้ากลับไม่เข้าใจ มัวแต่คิดจะกล่อมให้ฉีอ๋องล้มเลิกความคิดนี้เสีย เจ้าว่าทำอย่างไรดี พวกเขาคงไม่ทะเลาะกันใช่ไหม!”
หลี่เยว่หานตบหลังมือฟางจื่อหลานเบา ๆ อย่างใจเย็น “ท่านป้าสะใภ้วางใจเถิด ในเมื่อท่านป้าซึ่งเป็นสตรีเข้าใจ มีหรือที่ท่านลุงจะไม่เข้าใจ ท่านอ๋องเป็นคนมีเหตุผล เขาต้องโน้มน้าวท่านลุงได้แน่ อีกอย่างตระกูลอวี๋ของเราก็สืบทอดมานาน ท่านปู่เคยกล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่า