ลึงตาใส่เขาอย่างดุดัน “หว่านอู้เซิงมีอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ท่านเป็นคนดื่มมันไปจนหมดแล้วมิใช่รึ!”
“เป็นไปมิได้ หากมิมีหว่านอู้เซิง พ่อหนุ่มสองคนที่อยู่ข้างเจ้ามิมีทางฟื้นตื่นขึ้นมาได้แน่” ชายผมขาวหรี่ตามองพลางยิ้มอย่างมิเชื่อถือคำพูดของนาง
“ของมีเพียงแค่นั้น ยามนี้หมดไปแล้ว!” หลี่เยว่หานเอ่ยตัดบทพลางส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนแบกสวีติ้งหลานขึ้นหลัง
สวีซิ่งอี้แม้จะไม่รู้ว่าหว่านอู้เซิงคืออะไร แต่เมื่อเห็นท่าทีของหลี่เยว่หาน เขาก็รู้ความหมายดีว่ามิควรซักไซ้ในเรื่องที่มิควรเอ่ยถาม
ในขณะที่ทั้งสามกำลังจะก้าวลงจากแท่นบูชา ชายผมขาวกลับคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ
ทันใดนั้น เสียงพึมพำก็ดังสะท้อนไปทั่ว ม่านแสงจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นรอบแท่นบูชา ขังพวกเขาทั้งสี่ไว้ข้างในทันที!
“แม่นางน้อย ตั้งแต่เจ้าก้าวเข้ามาในที่แห่งนี้ ข้าก็พบว่าเจ้าช่างต่างจากผู้อื่นนัก” ชายผมขาวเอ่ยพลางวางมือลงบนบาดแผลที่อก ฝ่ามือของเขาทอแสงอ่อนโยน “เจ้ามีน้ำพุหว่านอู้เซิงครอบครอง ทั้งยังมีพลังแห่งจิตสัมผัสวิญญาณ ทว่ากลับมิใช่ผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียร เรื่องนี้ช่างทำให้ข้าประหลาดใจยิ่งนัก”
“หากข้าเดามิผิด… เจ้าคือผู้ครอบครองแดนราชันไร้เทียมทานสินะ” ชายผมขาวเอ่ยพลางจ้องเขม็งไปที่หลี่เยว่หานด้วยแววตาเป็นประกายวาววับ
หลี่เยว่หานมิได้เอ่ยคำใด แต่นางกำหมัดแน่นพลางจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างระแวดระวัง
“เจ้ามิต้องโกรธไป ข้ามิได้มีเจตนาร้าย ข้าเพียงต้องกา