ึ้น อสูรกายก็ตื่นจากการหลับใหล เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้จึงถูกจับขังไว้ในโลงศพเจ้าค่ะ”
เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วมุ่น “แล้วเขาออกมาได้อย่างไร?”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้า… ข้าไม่ทราบเจ้าค่ะ เขาไม่ได้บอกไว้ และข้าเองก็มัวแต่ตกใจจนลืมถามไปเสียสนิท”
“ไม่เป็นไร ยามนี้พวกเราต้องไปตามหาสวีซิ่งอี้ก่อน เมื่อพบตัวเขาแล้ว ค่อยกลับไปที่แท่นบูชาเพื่อดูให้รู้แน่ว่าคนผู้นั้นคือท่านแม่ทัพสวีตัวจริงหรือไม่” พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ลุกขึ้นยืน กุมมือหลี่เยว่หานไว้แน่น เหมือนดั่งวันวานที่พวกเขาเคยประคองกันอยู่บนเรือน้อยกลางสมุทร
เมื่อมีเมิ่งฉีฮ่วนอยู่เคียงข้าง หลี่เยว่หานก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก
นางส่งเทียนในมือให้เมิ่งฉีฮ่วน จากนั้นจึงเดินตามหลังเขาไปอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากหลี่เยว่หานมิได้ฝากกระแสจิตไว้บนตัวสวีซิ่งอี้ การจะตามหาเขาในสถานที่แห่งนี้จึงมิใช่เรื่องง่าย
“ไม่ต้องกังวลไป เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นว่าเทียนไขศพมักจะตกอยู่หน้าโลงศพ ขอเพียงพวกเราพบเทียนไขศพ ก็จะพบตัวสวีซิ่งอี้” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยปลอบระหว่างเดินเพื่อให้หลี่เยว่หานคลายใจ “อีกอย่าง เจ้าเพิ่งบอกว่าตอนพบอสูรกาย มันทำเพียงยืนเฝ้าอยู่หน้าโลงโดยไม่ขยับเขยื้อน เช่นนี้พวกเราย่อมหาเขาได้ไม่ยากนัก”
“ขอให้เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพึมพำ ทว่าในใจกลับรู้สึกสังหรณ์ใจแปลก ๆ อย่างบอกไม่ถูก
ทั้งสองเดินต่อไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็พบอสูรกายยืนเฝ้าโลงศพอยู่ตนหนึ่ง แ