ละบนพื้นก็มีเทียนไขศพตกอยู่จริง ๆ
หลี่เยว่หานใช้วิธีเดิม นางใช้กระแสจิตห่อหุ้มน้ำพุจิตวิญญาณหว่านอู้เซิงขนาดเท่ากำปั้นให้ลอยไปด้านหลัง แล้วฟาดเข้าที่ศีรษะของอสูรกายเต็มแรง เช่นเดียวกับตนก่อนหน้า อสูรกายแผดร้องโหยหวนแล้วล้มลงตายแน่นิ่งไป
ทั้งสองไม่รอช้า รีบช่วยกันผลักฝาโลงศพออกแล้วพยุงสวีซิ่งอี้ที่หมดสติออกมา
หลังจากป้อนน้ำพุจิตวิญญาณไปหนึ่งกระบวย สวีซิ่งอี้ก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น
“มีอสูรกาย…” นั่นคือประโยคแรกที่หลุดจากปากสวีซิ่งอี้เมื่อเห็นหน้าเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หาน
“มันตายแล้ว!” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางชูเทียนชี้ไปยังซากอสูรกายที่นอนอยู่ข้าง ๆ “โชคดีที่มีเยว่หานช่วยไว้”
“…” สวีซิ่งอี้มองซากอสูรกายด้วยแววตาซับซ้อน เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าหลี่เยว่หานที่ไร้วรยุทธ์ จะสามารถล้มอสูรกายตัวเขื่องเช่นนี้ได้อย่างไร
“จริงด้วย ข้าพบเบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับค่ายกลนี้!” สวีซิ่งอี้เอ่ยขึ้นพลางตะเกียกตะกายลุกขึ้น นำทางทั้งสองไปยังหัวมุมที่มืดมิดแห่งหนึ่ง
ที่นั่นมีแผ่นป้ายขนาดเท่าฝ่ามือปักอยู่ มันมีส่วนยอดแหลมคม ดูคล้ายป้ายวิญญาณแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก ให้ความรู้สึกลึกลับและน่าขนลุกยิ่งนัก
“ข้าถูกอสูรกายซุ่มโจมตีตอนที่กำลังขุดเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมานั่นแหละ” สวีซิ่งอี้ชี้ไปยังหลุมดินที่ถูกขุดทิ้งไว้ครึ่งๆ กลางๆ “ข้าเดินสำรวจมาหลายรอบ พบเพียงเจ้าสิ่งนี้ที่ดูประหลาดที่สุด จึงสันนิษฐานว่ามันน่าจะเป็นส่วนประกอบส