เถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนลูบศีรษะเธออย่างอ่อนโยน
หลังจากสวีซิ่งอี้เดินบ่นงึมงำสำรวจจนรอบห้อง ในที่สุดเขาก็พบ “ประตูแห่งชีวิต” จนได้
ทว่ามันถูกซ่อนไว้มิดชิดยิ่งนัก ทั้งสามต้องออกแรงอย่างมากเพื่อทำลายกลไก แต่แทนที่ประตูจะเปิดออก กลับมีเสียงประหลาดดังมาจากในโลงศพแทน
เมิ่งฉีฮ่วนรีบดึงหลี่เยว่หานมาบังไว้ข้างหลังทันที
เดิมทีพวกเขานึกว่าจะมีซากศพอาถรรพ์พุ่งออกมาจากโลง แต่กลับกลายเป็นว่าโลงศพนั้นค่อย ๆ จมหายลงไปใต้พื้น ทิ้งไว้เพียงรูโหว่ขนาดใหญ่ที่มืดมิด
หลังจากมองหน้ากันครู่หนึ่ง หลี่เยว่หานก็ส่งเทียนในมือให้สวีซิ่งอี้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“…ทำไมต้องเป็นข้าล่ะ?” สวีซิ่งอี้พูดไม่ออก “ท่านอ๋องฉีตัวใหญ่ตั้งขนาดนั้น เขาควรจะเป็นคนนำไปสิ!”
“เจ้ากลัวงั้นรึ?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วถาม
“ใคร… ใครกลัวกัน!” สวีซิ่งอี้ทำหน้าบูดบึ้ง “เพียงเพราะเขาเป็นอ๋อง สูงศักดิ์กว่าข้านิดหน่อยเองนะ!”
หลี่เยว่หานเม้มปากกลั้นหัวเราะ “ที่ให้เจ้าไปหาใช่เพราะยศถาบรรดาศักดิ์ แต่เพราะในที่นี้มีเพียงเจ้าที่รู้เรื่องฮวงจุ้ย ในเมื่อเจ้าหาประตูเป็นพบ อีกทั้งในบรรดาพวกเราเจ้าก็ตัวเล็กที่สุด การที่พวกเราจะเข้าไปสำรวจอุโมงค์ที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมกันจึงสมเหตุสมผลที่สุดมิใช่หรือ”
เมื่ออยู่ต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วน สวีซิ่งอี้ก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับหลี่เยว่หาน ได้แต่รับเทียนมาอย่างไม่เต็มใจพลางสบถด่าในใจ ทั้งสามเดินเรียงแถวเป็นเส้นตรงค่อย ๆ มุ่งหน้าไปยังห