ญาณให้สวีซิ่งอี้ไปอีกทาง “พวกเจ้าบอกว่าตอนที่เข้าห้องค้างคาวครั้งแรกก็ถูกพวกมันรุมจนต้องหนีออกมา ยังไม่ได้สำรวจข้างในอย่างละเอียด และห้องค้างคาวนั้นมีประตูเพียงบานเดียว ข้าจึงสันนิษฐานว่าห้องค้างคาวน่าจะตั้งอยู่ติดกับห้องสุสานหลัก ถึงได้มีทางเข้าออกเพียงทางเดียวเช่นนี้”
“ตลอดทางที่ท่านมา ท่านเจอแต่ประตูสองบานตลอดเลยหรือ?” สวีซิ่งอี้ถาม
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า
สวีซิ่งอี้ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ
ฝูงค้างคาวสุสานหายไปไหนไม่รู้ ในตอนนี้ยังไม่มีวี่แววจะพุ่งเข้าโจมตี เพื่อเป็นการประหยัดคบเพลิง หลี่เยว่หานจึงเป็นคนถือเทียนนำทางเพียงเล่มเดียว ส่วนคบเพลิงนั้นอยู่ในมือของสวีซิ่งอี้
ทั้งอสูรโลหิตค้างคาวและฝูงค้างคาวต่างพากันหายสาบสูญ แม้แต่เทียนสามเล่มที่เหลือทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ก็มอดดับลงไปแล้ว ทั่วทั้งห้องสุสานจึงอบอวลไปด้วยไอเย็นยะเยือกและกลิ่นอายอัปมงคล ชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้าอย่างยิ่ง
ทั้งสามย่องไปจนถึงหน้าประตูหินของห้องค้างคาวอย่างระมัดระวัง ครั้นดึงกลไกเปิดออก ทุกคนก็รีบย่อตัวลงต่ำในทันที
ทว่าฝูงค้างคาวที่คาดการณ์ไว้กลับไม่ได้ปรากฏตัวออกมา รอบกายตกอยู่ในความเงียบงัน หลังจากทั้งสามมองสบตากันครู่หนึ่ง ก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องค้างคาวอย่างระแวดระวัง
เมิ่งฉีฮ่วนซึ่งระวังหลังเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเข้ามา ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอื้อมมือไปดึงกลไกปิดประตู ประตูหินก็ “ปัง!” งับปิดลงเองทันที
หลี่เยว่หานผ