งออกฉุกเฉินซึ่งพวกเขาใช้เข้ามาในตอนแรก
สวีซิ่งอี้ปล่อยมือจากหลี่เยว่หาน กระชับพลั่วในมือทั้งสองข้างเตรียมพร้อมสู้ตาย โดยไม่ต้องรอให้เขาบอก หลี่เยว่หานรีบหันหลังกลับไปคลำหาจุดที่เป็นกลไกบนผนังหินทันที
เงาดำยังคงรุกคืบเข้ามาทีละก้าวอย่างเงียบเชียบ มันเคลื่อนไหวโดยไร้สุ้มเสียงประหนึ่งวิญญาณ
ตามหลักแล้ว หากมันเป็นมนุษย์ที่มีร่างมหึมาขนาดนี้ ยามก้าวเท้าลงพื้นย่อมต้องมีเสียงดังสนั่น แต่นี่กลับเงียบงันจนน่าใจหาย อีกทั้งฝูงค้างคาวที่รุมล้อมมันอยู่ก่อนหน้านี้ก็พากันเงียบเสียงไปอย่างปริศนา ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกมันกันแน่
ในวินาทีนั้นเอง สวีซิ่งอี้พลันนึกถึงบันทึกในตำราเล่มหนึ่งที่เขาเคยอ่านผ่านตา
ในสุสานโบราณหลายแห่งมักจะใช้ค้างคาวในการเลี้ยงสัตว์ประหลาด เพราะค้างคาวชอบที่อับชื้นและไอหยิน เล่ากันว่ามันสามารถสื่อสารกับภพภูมิแห่งความตายได้ จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีที่สุดในการ ‘เลี้ยงวิญญาณ’ การเลี้ยงค้างคาวไว้ในสุสานจะช่วยสร้าง ‘อสูรเฝ้าสุสาน’ ขึ้นมาได้
ซึ่งอสูรกายชนิดนี้มักมีร่างสูงใหญ่และเคลื่อนไหวไร้เสียง ฝูงค้างคาวจะออกไปล่าเหยื่อและนำเลือดสด ๆ มาหล่อเลี้ยงอสูรกายจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในสุสาน ค้างคาวและอสูรกายก็จะรวมร่างกันเพื่อสังหารผู้บุกรุก และให้ฝูงค้างคาวได้รุมทึ้งกินเนื้อเป็นอาหารต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ใบหน้าของสวีซิ่งอี้ก็ซีดเผือดลงหลายส่วน หยาดเหงื