ถ้ายังไม่ยอมตัดใจอีก ข้าจะเผาจวนอู่กั๋วกงทิ้งเสีย!”
พูดจบ สวีซิ่งอี้ก็ตบอกตัวเองเบา ๆ “อย่างไรเสียเราก็มีท่านอาหญิงคอยคุ้มครอง!”
สวีติ้งหลานได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พลางชี้ไปที่บุตรชายแล้วเอ่ยกับคู่สามีภรรยาว่า “พวกเจ้าดูสิ เด็กคนนี้ทำอะไรตามใจชอบ มักง่ายและรุนแรงเสมอ ข้าล่ะกลัวจริง ๆ ว่าวันหนึ่งเขาจะไปก่อเรื่องใหญ่ที่อาหญิงของเขาเองก็คุ้มครองไม่ไหว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไร! ข้าเพียรบังคับให้เขาอ่านตำรา แต่เจ้าลูกไม่รักดีคนนี้พอกลายเป็นเรื่องเรียนกลับโง่เขลาเบาปัญญาเป็นที่สุด วัน ๆ เอาแต่ดูตำรานอกรีตไร้สาระ!”
ขณะที่ฟังความอัดอั้นใจของสวีติ้งหลาน หลี่เยว่หานก็ลอบสังเกตสวีซิ่งอี้ เห็นเขาไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับยังยิ้มระรื่นราวกับคนไร้หัวใจ
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวของสวีซิ่งอี้ที่เคยได้ยินมา
มารดาของสวีซิ่งอี้เคยเป็นรองแม่ทัพคนสนิทของสวีติ้งหลาน เมื่อตอนที่สวีซิ่งอี้อายุได้เพียงสองขวบ นางยอมสละชีวิตเอาตัวเข้าบังลูกศรจากข้าศึกเพื่อปกป้องสวีติ้งหลานจนสิ้นชีพคาสนามรบ สวีติ้งหลานแบกรับความแค้นที่ภรรยาถูกสังหาร จึงปักหลักเฝ้าชายแดนเหนือมาโดยตลอด แทบจะไม่ได้กลับบ้านเลย
เหตุที่มู่หวังเฟยเอ็นดูสวีซิ่งอี้มากขนาดนี้ ก็เพราะเขาเติบโตมาภายใต้การดูแลของนางเกือบจะทั้งหมด
การขาดทั้งความรักจากบิดาและมารดา โดยมีเพียงอาหญิงที่คอยตามใจและประคบประหงม แต่สวีซิ่งอี้กลับไม่เติบโตไปเป็นคนชั