่วร้ายนับว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งนัก
แม้จะมีนิสัยเสียอยู่บ้าง แต่เนื้อแท้แล้วเขายังเป็นคนดี
เมื่อเห็นว่าสวีซิ่งอี้ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้จะถูกบิดาด่าทออยู่นาน หลี่เยว่หานก็มั่นใจว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
“เช่นนั้นครั้งนี้ท่านแม่ทัพก็พาสวีซิ่งอี้ไปสำรวจชัยภูมิที่อำเภอฮัวซีกับพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยปากเสนอ “อย่างน้อยไปคราวนี้ก็ใช้เวลาเกือบครึ่งเดือน เพียงจวนแม่ทัพปิดประตูให้แน่นหนา รอจนพวกเรากลับมา หยวนหลิงเอ๋อร์ก็น่าจะแต่งงานออกไปเรียบร้อยแล้ว”
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าไม่อยากหลบหน้าพวกจวนอู่กั๋วกงเสียหน่อย ใครโผล่มา ข้าน้อยผู้นี้จะอัดให้คว่ำทั้งคู่เลย!” สวีซิ่งอี้ท้วงอย่างไม่ยอมความ
“โผล่มาคนเดียว เจ้าจะอัดให้คว่ำทั้งคู่ได้อย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนย้อนกลับทันควัน “หรือว่านับตัวเจ้าเข้าไปด้วย?”
สวีซิ่งอี้: “…”
ทางด้านสวีติ้งหลานไม่มีความเห็นต่าง เขาพยักหน้าตกลงอย่างรวดเร็ว “พวกเราเองก็นึกถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน อย่างไรเสียจวนอู่กั๋วกงก็เป็นโหวสืบตระกูล ส่วนตระกูลสวีของพวกเราเป็นตระกูลขุนพลฝ่ายบู๊ ไม่อยากจะมีเรื่องบาดหมางกับพวกเขา ส่วนเรื่องของคุณชายหยวนสวิน พวกเราก็ได้ส่งโสมและสมุนไพรบำรุงชั้นเลิศไปให้ไม่น้อยแล้ว หากพวกเขายังไม่ยอมเลิกรา ต่อให้ต้องสละหน้าแก่ ๆ ของข้าทิ้งไป ข้าก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้ไปลำบากถึงมู่หวังเฟยเด็ดขาด”
“จริงด้วยเยว่หาน เมื่อคืนมู่หวัง