ึงเรื่องทั้งหมดนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดเศียรเวียนเกล้า
“ฝ่าบาท น้ำแกงโสมอุ่นมาหลายรอบแล้ว หากอุ่นไปมากกว่านี้จะเสียรสชาติเอาได้นะพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีหรูรวบรวมความกล้าเอ่ยเตือน
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว “ยกมาเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีหรูยิ้มแก้มปริ รีบสั่งให้คนนำน้ำแกงโสมมาถวาย
ฮ่องเต้จิบน้ำแกงพลางครุ่นคิดอย่างหนัก จู่ ๆ ก็วางถ้วยลงแล้วหันไปถามขันทีคนสนิท “เจ้าหรู เจ้าคิดว่าเหวินจั๋วเป็นคนอย่างไร?”
“ฉีหวังทรงเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะ รู้จักถอยและรุกพ่ะย่ะค่ะ” คำถามนี้ฮ่องเต้เคยถามมานับครั้งไม่ถ้วน จนขันทีหรูเรียนรู้วิธีการตอบแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นจนคล่องปาก
“อย่ามาทำไขสือกับข้า เจ้ารู้ดีว่าข้าถามถึงสิ่งใด!” ฮ่องเต้ถลึงตาใส่
ขันทีหรูปั้นหน้าลำบากใจ พลางถูมือไปมา ไม่กล้าปริปาก
“พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด ไม่ต้องคอยรับใช้ที่นี่” ฮ่องเต้โบกมือไล่เหล่านางกำนัลและขันทีคนอื่น ๆ จนเหลือเพียงเขาและขันทีหรูเพียงสองคน “คราวนี้พูดมาได้หรือยัง”
ขันทีหรูได้ยินดังนั้นจึงทรุดเข่าลงหมอบลงโขกศีรษะแทบเท้า “ฝ่าบาท ความจริงพระองค์ทรงทราบดีอยู่ในพระทัย ฉีหวังทรงเป็นคนตรงไปตรงมาและเด็ดเดี่ยว สิ่งที่เขาปรารถนาจริง ๆ มิใช่แผ่นดินตงฮั่น แต่คือการใช้ชีวิตคู่อย่างสงบสุขกับฉีหวังเฟย หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาไม่มีใจให้ราชการแผ่นดินเลยแม้แต่น้อย หากจะให้ข้าน้อยวิจารณ์ ข้าน้อยก็มิทราบจะกล่าวสิ่งใดจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้หลิงอ