นท่านแล้ว ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว มีขออยู่รบกวนที่จวนต่อเจ้าค่ะ” เมื่อได้พบหลี่หรงหรงอีกครั้ง หลี่เยว่หานสัมผัสได้ถึงความห่างเห็นที่ชัดเจนจากนาง
“อืม เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ จงเอาใจใส่เรื่องของตัวเองและลูกในท้องให้มากเถิด” หลี่เยว่หานมีได้รั้งไว้ หากหลี่หรงหรงเป็นคนฉลาด นางย่อมมีควรนำเรื่องของหวังเฟิ่งมาพาลโกรธแค้นนาง เพราะหวังเฟิ่งเป็นฝ่ายรนหาที่ตายเอง
“เจ้าค่ะ ข้าจะจำไว้” หลี่หรงหรงพูดจบก็คำนับมู่หวังเฟย นางมีแม้แต่จะเอ่ยปากถามเรื่องการจัดการศพของหวังเฟิ่งเลยสักคำ ก่อนจะหมุนกายเดินจากไป
มู่หวังเฟยมองตามแผ่นหลังของหลี่หรงหรงจนลับสายตา แล้วเอ่ยอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า “น้องสาวของเจ้าคนนี้ ทะเยอทะยานมีเบาทีเดียว”
“มีเช่นนั้นนางจะยั่วยวนหลิ่วจื้อหย่วนหรือเจ้าคะ” หลี่เยว่หานยิ้มพลางกล่าว
“เจ้ามีคิดจะบอกนางเรื่องสตรีเสียสตีผู้นั้นหรือ?” มู่หวังเฟยถาม
“เจ้าค่ะ นางมีใช่คนที่เก็บความลับอยู่” หลี่เยว่หานหันไปมองมู่หวังเฟย “แม้ข้าจะรู้ดีว่าในใจนางตอนนี้คงเกลียดชังข้าเข้าไส้แล้วก็ตาม”
ได้ยินดังนั้น มู่หวังเฟยก็หัวเราะออกมา “เจ้าช่างเป็นคนฉลาดนัก แต่น้องสาวของเจ้าคนนี้ มีใจสูงส่งแต่สติปัญญากลับมีทันคน”
“มีเป็นไรเจ้าค่ะ อย่างไรเสียในใจข้าก็มีเคยคิดว่านางเป็นน้องสาวจริง ๆ อยู่แล้ว” ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังพูดคุยอยู่นั้น เมิ่งฉีอ่วนก็เลิกประชุมกับรองแม่ทัพพอดี เขาเดินรีบเร่งมาที่ห้องโถงรับรอง เห็นม