้าจะมิมารอดั่งนั้นหรือ” มู่หวังเฟยดูจะรักใคร่สวีซิ่งอี้มาก น้ำเสียงที่ใช้จึงอ่อนโยนยิ่ง “มา ข้าจะแนะนำให้เจ้ารู้จัก นี่คือฉีหวังเฟย หรือก็คือฮั่นหรงฟูเหรินที่มีชื่อเสียงเกริกไกรในเมืองหลวงเมื่อปีกลายอย่างไรเล่า”
มู่หวังเฟยแนะนำฐานะของหลี่เยว่หานให้สวีซิ่งอี้รับรู้ พร้อมกับย้ำเป็นพิเศษว่า “แม้เจ้าจะอายุมากกว่าฉีหวังเฟยหนึ่งปี ทว่านางมีศักดิ์เสมอข้า เจ้าต้องเรียกนางว่าอาเช่นกัน!”
“ข้าไม่ยอม!” สวีซิ่งอี้สะบัดหน้าอย่างไม่พอใจ ก่อนจะประสานมือคารวะหลี่เยว่หานอย่างเสียมิได้ “สวีซิ่งอี้ คารวะฉีหวังเฟย!”
“เด็กคนนี้ ทำกิริยาเช่นนี้ได้อย่างไร!” มู่หวังเฟยทั้งโกรธทั้งขำพลางผลักไหล่สวีซิ่งอี้ไปหนึ่งที
“ท่านอา ในเมื่อข้ากับฉีหวังเฟยอายุไล่เลี่ยกัน พวกเราก็ควรนับกันตามรุ่นของอายุสิขอรับ!” สวีซิ่งอี้คงจะถูกขัดใจจนเขินอาย ใบหูของเขาแดงซ่านด้วยความรั้น
มู่หวังเฟยอ้าปากจะกล่าวบางอย่าง ทว่าพอนึกดูอีกทีกลับมิกะปริปากพูดสิ่งใด ได้แต่หันไปมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาขออภัย “เยว่หาน ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย เสี่ยวอี้เด็กคนนี้มารยาททรามนัก เจ้าอย่าได้ถือสาเลย”
“พี่สะใภ้กล่าวหนักไปแล้ว เสี่ยวอี้เป็นคนเถรตรงเปิดเผย ข้าชื่นชมยิ่งนัก” หลี่เยว่หานยืนมองเรื่องสนุกอย่างเพลิดเพลิน นางมิได้รู้สึกว่าสวีซิ่งอี้ทำสิ่งใดผิด พูดจบก็ประสานมือตอบกลับสวีซิ่งอี้เช่นกัน “คุณชายสวี ยินดีที่ได้พบ!”
“เอาเถอะ มิต้องมายืนบื้ออยู่ตรงนี้แล