้ว” เมื่อเห็นท่าทางสวีซิ่งอี้จะโพล่งคำพูดประหลาดออกมาอีก มู่หวังเฟยจึงรีบตัดบท “ไปดูซิว่าคุณชายใหญ่ผู้บอบบางแห่งตระกูลหยวนเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”
“จะเป็นอย่างไรได้อีกล่ะขอรับ ข้าก็แค่ผลักเขาไปทีเดียว กลับหาว่าข้าทำเขาเจ็บจนปางตาย หลับตาแน่นไม่ยอมลืมตาขึ้นมาเสียที เห็นได้ชัดว่าตั้งใจมาหลอกกันนี่นา!” สวีซิ่งอี้เดินนำทางไปอย่างมิตั้งใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“เจ้าเด็กดื้อ อย่างไรเจ้าก็เป็นคนลงมือก่อน เรื่องนี้เราเป็นฝ่ายผิด ฟังอานะ ประเดี๋ยวพวกเขายากจะได้เงินชดเชยเท่าใดก็ให้รับปากไปก่อน แล้วอาจะเอาเงินมาให้เจ้าเอง มิเช่นนั้นหากพ่อเจ้ารู้เรื่องเข้า เจ้าได้ถูกเฆี่ยนอีกแน่” มู่หวังเฟยยกเท้าเตรียมจะถีบสวีซิ่งอี้
“ท่านอา ฉีหวังเฟยก็อยู่นะขอรับ ไว้หน้าข้าบ้าง อย่าถีบข้าเลย!” สวีซิ่งอี้กระโดดหนีไปข้างหน้าอย่างว่องไว พลางหันมามองมู่หวังเฟยด้วยรอยยิ้มทะเล้น
“เยว่หานมิใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย” มู่หวังเฟยปากแข็ง ทว่านางก็ยังยอมไว้หน้าหลานชายไม่ลงมือจริงจัง
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องตรวจ ก็ประจวบเหมาะกับที่ท่านหมอเดินออกมาพอดี ฟูเหรินรองแห่งจวนอู๋กั๋วกงกำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ภายใน มู่หวังเฟยมิอยากเข้าไปข้างในจึงเอ่ยถามท่านหมอถึงอาการของคุณชายใหญ่ตระกูลหยวน
“คนไข้มีความเครียดสะสมมานาน ก่อนหน้านี้น่าจะเพิ่งหายจากไข้หวัด ร่างกายจึงยังมิสู้ดีนัก เมื่อคุณชายสวีผลักเขาเพียงเบา ๆ ศีรษะจึงกระแทกพื้นจนหมดสต