ิไป” ท่านหมอที่พอรู้เรื่องราวอยู่บ้างเอ่ยพรรณนาด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “มิมีอันตรายถึงชีวิตขอรับ เพียงแค่ได้นอนพักเดี๋ยวก็ฟื้น ทว่าฟื้นขึ้นมาแล้วอาจจะมีอาการคลื่นเหียนอาเจียนบ้าง ต้องพักฟื้นอีกสักระยะ หากมิมีสิ่งใดผิดปกติ ทานยาตามอาการก็หายดีขอรับ”
ได้ยินเช่นนั้น มู่หวังเฟยก็เบาใจไปมาก “เป็นเช่นนั้นเองหรือ ถ้าอย่างนั้นท่านก็จัดยาที่แพงที่สุดในโรงหมอมาให้หมด อย่าได้ให้ใครมากล่าวหาได้ว่าเราข่มเหงจวนอู๋กั๋วกง”
“หวังเฟยกล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ ข้าจะไปจัดยาเดี๋ยวนี้” ท่านหมอผู้นี้คลุกคลีอยู่ในย่านนี้ ย่อมรู้กิตติศัพท์ของเหล่าผู้ลากมากดีในเมืองหลวงเป็นอย่างดี เขารู้ว่ามู่หวังเฟยผู้นี้แม้จะปกป้องพวกพ้องทว่าใจกว้างยิ่งนัก เมื่อได้รับคำสั่งเช่นนั้น เขาจึงรู้ดีว่าควรจะจัดยาอย่างไรให้เหมาะสม
หลังจากท่านหมอจากไป มู่หวังเฟยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกให้หลี่เยว่หานและสวีซิ่งอี้รออยู่ข้างนอกห้องตรวจ ส่วนนางเป็นฝ่ายผลักประตูเข้าไปเพียงผู้เดียว
หลี่เยว่หานยืนอยู่ด้านหลังมู่หวังเฟย จึงทันเห็นฟูเหรินรองแห่งจวนอู๋กั๋วกงเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมา ทันทีที่เห็นมู่หวังเฟย นางก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นพลางร่ำไห้คำนับ ดูช่างน่าเวทนายิ่งนัก!
“ท่านหมอแจ้งแล้วว่าลูกชายเจ้ามิได้เป็นอะไรมาก เพียงแค่ร่างกายอ่อนแอเกินไป ข้าสั่งให้ท่านหมอไปจัดยามาให้แล้ว วางใจเถอะ” มู่หวังเฟยยืนนิ่งมิขยับเข