ห้ตายในคราเดียวได้อย่างไร!”
“แต่ผู้น้อยเห็นท่านพ่อตาตวัดกระบี่ตัดเส้นเอ็นของนางได้อย่างแม่นยำยิ่งนักนี่ขอรับ…” เฮ่อเจิ้งเทียนลูบท้ายทอยพลางพึมพำด้วยความน้อยใจ
“หากเจ้าเห็นบาดแผลของนางก็จะเข้าใจเอง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางหยิบผ้าคลุมไหล่มาจากมือเฮ่อเจิ้งเทียน ก่อนจะปรายตามองลูกน้อง “ยังไม่รีบไปอีก!”
“ขอรับ!” เฮ่อเจิ้งเทียนขานรับเสียงใส ก่อนจะกระโดดข้ามกำแพงหายลับไปอย่างรวดเร็ว
ที่นอกประตูเรือน หลี่เยว่หานและมู่หวังเฟยยืนนิ่งอึ้งพลางสบตากัน
‘หวังเฟิ่งยังไม่ตาย?’
‘สภาพเช่นนั้นยังรอดมาได้อีกหรือ?’
‘หรือว่ามือของหลี่เจี้ยนโบจะสั่นจนพลาดไปเอง?’
นี่คือสามคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของหลี่เยว่หาน
เดิมทีนางนึกว่าหวังเฟิ่งสิ้นใจไปแล้ว แม้จะรู้สึกเสียดายที่นางมิได้มีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรม แต่ส่วนลึกในใจกลับรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งความรู้สึกนี้มิใช่ของหลี่เยว่หานเอง แต่มันคือตะกอนอารมณ์ที่หลงเหลือมาจากเจ้าของร่างเดิม
เจ้าของร่างเดิมเติบโตมาภายใต้การข่มเหงรังแกของหวังเฟิ่งอย่างขลาดเขลา และสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของนาง แม้ตอนที่หลี่เยว่หานมาเข้าร่างนี้ใหม่ ๆ จะตั้งใจแก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมเพียงใด แต่ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับหวังเฟิ่ง อารมณ์ความรู้สึกของเจ้าของร่างเดิมมักจะเข้ามาแทรกซึมและส่งผลกระทบต่อจิตใจของนางอยู่เสมอ
ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีโอกาสหลายครั้งที่หลี่เยว่หานจะจัดการให้หวั