งเฟิ่งต้องย่อยยับยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่นางกลับลงมือไม่ลงเสียที มิใช่เพราะความเมตตา แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวที่ฝังรากลึกของเจ้าของร่างเดิมที่มีต่อหวังเฟิ่ง แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้สึก แต่มันก็มีอิทธิพลต่อหลี่เยว่หานอย่างยิ่ง
ในยามที่เห็นหวังเฟิ่งล้มลงแทบเท้าหลี่เจี้ยนโบ หลี่เยว่หานยอมรับว่านางรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ทว่าตอนนี้… หวังเฟิ่งกลับดวงแข็งถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือจะเป็นจริงดังคำที่ว่า ‘คนโฉดมักดวงแข็งพันปี’?
“เยว่หาน?” เมิ่งฉีฮ่วนเดินออกมาจากประตูเรือนแล้วชนเข้ากับหลี่เยว่หานและมู่หวังเฟยพอดี “เจ้าได้ยินหมดแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นสีหน้าของหลี่เยว่หาน เมิ่งฉีฮ่วนก็เดาได้ทันที
“นางยังไม่ตายจริง ๆ หรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ดูยากลำบาก
“อืม” เมื่อเห็นว่านางรู้ความจริงแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่คิดจะปิดบัง เขาพยักหน้ายอมรับ “จิ้นกั๋วกงมิใช่ผู้ฝึกยุทธ แม้กระบี่ของเฮ่อเจิ้งเทียนจะคมกริบเพียงใด แต่เขาก็ลงมือพลาดจุดสำคัญไป ประกอบกับหวังเฟิ่งตกใจสุดขีดจนสิ้นสติไปในทันที นางจึงยังพอมีลมหายใจเหลืออยู่”
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งบอกท่านพ่อของข้านะเจ้าคะ” สิ่งแรกที่หลี่เยว่หานนึกถึงคือเรื่องนี้
นางรู้จักนิสัยพ่อของนางดี เขามิใช่คนอำมหิตโหดเหี้ยม การที่เขายอมจับกระบี่สังหารหวังเฟิ่งในวันนี้ก็เพื่อปกป้องนางและเมิ่งฉีฮ่วนเท่านั้น หลี่เยว่หานไม่อยากให้พ่อต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิด