ิดเสมอว่าที่อานิ่งร่างกายอ่อนแอเช่นทุกวันนี้ เป็นผลกรรมจากการที่ข้าสร้างเหตุการณ์ขาดแคลนเสบียงจนปั่นป่วนไปทั่วในตอนที่อุ้มท้องพวกเขาหรือไม่”
“ไยเจ้าถึงคิดเช่นนั้นเล่า ตอนนั้นที่ขาดแคลนเสบียงก็เป็นเรื่องสุดวิสัย อีกอย่าง ในเมืองหลวงก็ไม่มีใครล้มตายเพราะเรื่องนั้นเสียหน่อย” มู่หวังเฟยเห็นหลี่เยว่หานขอบตาแดงก่ำจึงรีบปลอบโยน “อีกทั้งตอนนี้เจ้ายังส่งเสริมวิชาถลุงเกลือและถลุงน้ำมัน การสร้างคุณประโยชน์ให้ราษฎรเช่นนี้ ย่อมต้องส่งผลบุญให้เจ้าแน่นอน!”
“ที่วันนี้ข้าออกหน้า ประการแรกคือทนเห็นหลี่หรงหรงอุ้มท้องแก่มาคุกเข่าอ้อนวอนไม่ไหว ประการที่สองข้ารู้ดีว่าหากปล่อยให้หวังเฟิ่งอาละวาดต่อไป นางย่อมถูกโบยจนตายเข้าสักวัน ข้าเองก็มีใจเห็นแก่ตัว ข้าไม่อยากให้นางตายเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานพูดพลางก้มหน้าลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลริน “หากข้ายอมปล่อยวางความแค้นต่อศัตรูได้ เบื้องบนจะยอมเมตตาอานิ่งบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็ยกมือขึ้นปิดหน้าสะอื้นไห้
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานเป็นเช่นนี้ มู่หวังเฟยเองก็รู้สึกสะท้อนใจไม่ต่างกัน
นางไม่มีบุตรธิดาเป็นของตนเอง จึงไม่อาจเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ได้อย่างลึกซึ้ง ทว่าหลานชายของนางอย่างสวีซิ่งอี้นั้นแทบจะเติบโตมาในสายตาของนาง การกระทำที่อยากทำทุกอย่างเพื่อสั่งสมกุศลให้ลูกเช่นนี้ มู่หวังเฟยจึงพอจะเข้าใจได้ลึก ๆ
นางลอบถอนใจที่หลี่เยว่หานดูจะอ่อนแอลงไปมากหลังจากเป็นแม่คน แต่ใ