นี้ช่างเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับคนที่มีสติปัญญาเพียงน้อยนิดอย่างนางเสียจริง
หลี่เยว่หานเองก็ไม่คิดจะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป เมื่อตรวจบัญชีเล่มนั้นจบก็นัดแนะเตรียมตัวลุกขึ้น “ไปกันเถิด ไปดูเสียหน่อยว่าวันนี้แม่ของเจ้าแต่งตัวมาแสดงงิ้วได้สมบทบาทเพียงใด”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่หรงหรงก็รีบวางถ้วยชาแล้วลุกตามทันที
หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นก็ชะงักเท้าเล็กน้อย “เจ้าเองก็ระวังหน่อยเถิด มีครรภ์อยู่ อย่าได้วู่วามนัก”
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว…” หลี่หรงหรงประหลาดใจอย่างยิ่งที่อยู่ ๆ หลี่เยว่หานก็เอ่ยปากแสดงความเป็นห่วง
นางค่อย ๆ ก้าวเดินให้ช้าลงตามคำเตือน เดินตามหลังหลี่เยว่หานขึ้นรถม้าของจวนอ๋องไป
“พี่สาว หากท่านปรากฏตัวแล้วนางเกิดคิดสั้นเอาหัวชนประตูศาลตายขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไร?” เมื่อขึ้นมาบนรถม้า หลี่หรงหรงเริ่มมีสติมากขึ้น นางลองทบทวนนิสัยของมารดาดูแล้วจึงเอ่ยถามด้วยความกังวล
“วางใจเถิด” หลี่เยว่หานปรายตามอง ท่าทีผ่อนคลาย “นางไม่ยอมตายหรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่มาโวยวายเช่นนี้”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่หลี่หรงหรงก็ยังใจคอไม่ดี ตั้งแต่มารดาของนางแต่งเข้าตระกูลเหมา นางก็ถูกทรมานจนสภาพเปลี่ยนไปมาก ช่วงแรกที่ฝากข้อความมาขอเงินยังใช้คำพูดดี ๆ อยู่บ้าง
แต่พักหลังมานี้ คำพูดที่มารดาฝากผ่านคนนำทางมาทำเอาคนส่งสารยังไม่กล้าเอ่ยปากบอกนางตรง ๆ
หลี่หรงหรงไม่แน่ใจเลยว่า ยามนี้หวังเฟิ่งยังเป็นคนเดิมเหมือนในอดีตหรือไม่
หรือ