ศรัทธาต่อไมตรีจิตของมู่หวังเฟยแล้ว อีกอย่างข้าน้อยและภรรยายังทำใจส่งนางแต่งงานไม่ได้ อยากจะรั้งไว้ข้างกายอีกสักสองปีพ่ะย่ะค่ะ” อู่กั๋วกงรีบยกจอกสุราขึ้นเพื่อกล่าวขออภัยจากที่ไกล ๆ
“อู่กั๋วกงพูดเช่นนี้ไม่ถูกนัก เมื่อครู่ฮองเฮาเพิ่งจะประทานคำสั่งไปว่าวันที่สิบเดือนหน้าเป็นฤกษ์งามยามดี” มู่หวังเฟยยังคงยิ้มแย้ม “หลานชายของข้าถึงแม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนางติดตัว แต่ก็เป็นปัญญาชนที่ร่ำเรียนหนังสือมาตั้งแต่เด็ก รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณหนูใหญ่หยวนต้องลำบากแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนในงานต่างพากันเงียบกริบอย่างมีเลศนัย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานรู้สึกว่าท่าทีของทุกคนดูแปลกไป จึงกระซิบถามเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความสงสัย
“มู่หวังเฟยมีหลานชายคนหนึ่งชื่อว่า ‘สวีซิ่งอี้’ ปีนี้อายุยี่สิบเอ็ด เพราะชื่อของเขามีเสียงอ่านคล้ายกับชื่อเดิมของมู่หวังเฟย จึงได้รับความรักและเอ็นดูจากนางมาก สวีซิ่งอี้คนนี้ตั้งใจเรียนมาตั้งแต่เด็กก็จริง แต่ติดนิสัยกะล่อน แถมอารมณ์ยังร้ายและชอบดื่มสุรา เป็นคุณชายเสเพลที่มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองหลวง ตลอดหลายปีมานี้เขาสร้างปัญหาให้มู่หวังเฟยไม่น้อย บรรดาคุณหนูในเมืองหลวงไม่มีใครอยากจะข้องแวะด้วย ทุกคนเลยนิ่งดูเรื่องสนุกกันอยู่อย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบายให้หลี่เยว่หานฟังเบา ๆ
หลี่เยว่หานยิ่งสงสัยหนักกว่าเดิม “แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่เคยได้ยินชื่อคุณชายสวีคนนี้เลยเล่าเ