งจึงยอมสารภาพความจริงกับพ่อ เมื่อพ่อรู้ว่าเจ้าเกิดเรื่อง พ่อก็ล้มป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แม้แต่งานศพของเจ้า พ่อก็ยังไปไม่ไหว”
“ตอนนั้นหวังเฟิ่งใช้ชื่อของพ่อแจ้งความเพื่อปัดความรับผิดชอบให้ตัวเองพ้นผิด ในวันที่เจ้าถูกฝัง พ่อต้องฝืนร่างกายนั่งรถเข็นให้หวังเฟิ่งเข็นไปส่งเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย วันนั้นกลุ่มอาสาสมัครของเจ้าก็มาด้วย พวกเขานำข้าวของเครื่องใช้ของเจ้ากลับมาจากต่างประเทศ หวังเฟิ่งยังโวยวายอยู่นาน นางบอกว่าจะเอาเพียงมรดกของเจ้า แต่ไม่เอาของไร้ค่าพวกนั้น”
“แต่นางไม่เอา พ่อจะเอา พ่อเก็บรวบรวมข้าวของที่เพื่อนร่วมทีมของเจ้านำกลับมา จัดวางไว้อย่างดีในห้องของเจ้า พ่อยังเก็บห้องนั้นไว้ให้เจ้าเสมอ”
หลี่เจี้ยนโบเอ่ยพลางขอบตาเริ่มแดงก่ำ ส่วนหลี่เยว่หานที่อยู่ข้าง ๆ ร้องไห้จนสะอึกสะอื้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฉีฮ่วนได้เห็นหลี่เยว่หานในสภาพเช่นนี้ อีกทั้งบุรุษตรงหน้ายังเป็นบิดาบังเกิดเกล้าของนางอีกด้วย ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
“ตอนที่พ่อมาถึงที่นี่ใหม่ ๆ ร่างนี้ก็แทบจะยันไว้ไม่ไหวแล้ว ยังดีที่เจ้าส่งเงินมาจากเมืองหลวง พ่อถึงได้มีเงินไปหาหมอรักษาตัว หวังเฟิ่งที่นี่ก็มีนิสัยเหมือนกับหวังเฟิ่งแม่เลี้ยงของเจ้าไม่มีผิด พอเห็นว่าพ่อกำลังจะตาย นางก็อาศัยจังหวะที่พ่อยังมีลมหายใจอยู่บังคับให้พ่อลงนามในหนังสือหย่า แล้วสะบัดหน้าไปแต่งงานกับชายแซ่หม่าเพื่อไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกเขา”
“