งข้า ข้าก็เลยต้องให้คนไปเชิญนางมาเอง” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยราวกับว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ
องค์หญิงสิบสามโกรธจนตัวสั่น นางยืนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อยู่หลายครั้งเพื่อระงับโทสะในใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้าก็บอกไปแล้วเช่นกันว่า หว่านอู้เซิงคือสินเดิมของข้า หากท่านอ๋องอยากได้มันไปช่วยพระชายา ท่านก็ต้องแต่งงานกับข้า นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่ไม่เป็นธรรมเลยสักนิด!”
“อย่างนั้นหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนจ้องมององค์หญิงสิบสามเขม็ง “ในเมื่อคนที่ช่วยพระชายาได้จริง ๆ คือแม่นางฝานเอ๋อร์ แล้วเหตุใดข้ายังต้องแต่งงานกับเจ้าอีก?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวใจขององค์หญิงสิบสามก็กระตุกวูบ หรือว่าฝานเอ๋อร์จะบอกความลับทุกอย่างแก่เมิ่งฉีฮ่วนไปหมดแล้ว?
ไม่… ไม่ถูก ฝานเอ๋อร์เป็นใบ้ แถมยังอ่านเขียนไม่ได้ วิชาแพทย์ก็เรียนรู้มาจากหมอหลวงในวังแบบพักลักจำมาเท่านั้น นางจะส่งข่าวให้เมิ่งฉีฮ่วนได้อย่างไร หรือว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเข้าใจภาษามือด้วย?
นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่ เพราะแม้แต่ภาษามือของฝานเอ๋อร์ นางยังเป็นคนคิดค้นและสอนให้ด้วยตัวเองเพื่อใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันเท่านั้น หลายอย่างก็สื่อสารไม่ชัดเจนด้วยซ้ำ
ถ้าอย่างนั้น… มันผิดพลาดที่ตรงไหนกันแน่?
“ท่านอ๋องย่อมรู้ดีว่ามีเพียงหว่านอู้เซิงเท่านั้นที่ช่วยพระชายาได้!” องค์หญิงสิบสามคิดอย่างไรก็ไม่ออก จึงได้แต่กัดฟันข่มขู่ไปว่า “ทำเช่นนี้ท่านไม่กลัวข้าจะพลิกลิ้นไ