ังเคยถามเจียงหมิงว่า ในขณะที่ท่านอ๋องกำลังเป็นห่วงพระชายา แต่พวกเขากลับออกมาเดินเที่ยวหาของอร่อยกินแบบนี้ ท่านอ๋องจะตำหนิเอาหรือไม่ แต่ตอนนั้นเจียงหมิงกลับยัดเนื้อย่างใส่มือเขาโดยไม่ตอบอะไร และเฮ่อเจิ้งเทียนก็ดันโดนเนื้อย่างอุดปากจนลืมคำถามของตัวเองไปเสียสนิท
พอเจียงหมิงทักขึ้นมาเช่นนี้ แม้เฮ่อเจิ้งเทียนจะเริ่มเข้าใจ แต่ก็ยังมึนอยู่เล็กน้อย “ที่ผ่านมาคุณเจียงไม่ได้พาผมไปเดินเที่ยวหาของกินเฉย ๆ แต่กำลังสังเกตการณ์ราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงอยู่อย่างนั้นเหรอครับ?”
“แน่นอนสิ” เจียงหมิงพยักหน้า “ตั้งแต่ก้าวเข้าประตูเมืองมา ฉันก็รู้สึกว่าเหลียวปี้เลี่ยตงมีบางอย่างผิดปกติ แม้จะรู้ว่าคนในแคว้นสามัคคีและมั่งคั่ง จนกลายเป็นแกะอ้วนในสายตาพวกชนเผ่าเร่ร่อน แต่การที่มีทหารเฝ้าประตูเมืองเพียงไม่กี่สิบคนมันดูหละหลวมเกินไปหน่อย”
“ตอนแรกฉันกะจะเสนอแนะให้จ้าวปันสือเพิ่มกำลังอารักขา แต่ท่านอ๋องห้ามฉันไว้ก่อน พอได้รับคำชี้แนะจากท่านอ๋อง ฉันถึงได้พบว่าเหลียวปี้เลี่ยตงในยามกลางคืนกับกลางวันน่ะ เป็นคนละเรื่องกันเลย”
“เจ้าดูลูกกรงเหล็ก เอ๊ย เรือนพักลี้ภัยที่เราอยู่นี่สิ ยามกลางวันดูเหมือนมีทหารเฝ้าประปรายไว้ประดับบารมี แต่พอเข้าสู่ช่วงเที่ยงคืน รอบ ๆ เรือนของเราจะมีองครักษ์เงาระดับยอดฝีมือแฝงตัวอยู่ไม่ต่ำกว่าร้อยคน พวกเขาเฝ้าจับตาดูเราทุกคืน เจ้าลองทายดูสิว่าเพราะอะไร?”
เฮ่อเจิ้งเทียนส่ายหัวอย่างว่างเปล่า “ค