งไม่ใช่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเราหรอกมั้งครับ…”
“เหตุผลหนึ่งคือการคุ้มครองก็จริง” เจียงหมิงอธิบายต่อ “แต่เหตุผลที่ใหญ่กว่าคือความระแวง พวกเขากลัวว่าเราจะส่งข่าวกรองของราชสำนักออกไปข้างนอก อีกอย่าง เรื่องที่พวกชนเผ่าเร่ร่อนรุกรานทุกปีก็เป็นเรื่องจริง ไม่แน่ว่าจ้าวปันสืออาจจะคิดใช้ท่านอ๋องเป็นตัวประกัน เพื่อบีบให้กองทัพชายแดนของเราออกมาช่วยพวกเขาเฝ้าเมืองก็ได้”
“แต่ว่า… การทำแบบนั้นมันเท่ากับหักหน้ากัน ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อเหลียวปี้เลี่ยตงเลยนะครับ” เฮ่อเจิ้งเทียนพยายามเค้นสมองตามให้ทัน แต่นี่มันซับซ้อนเกินไปสำหรับเขา
“แล้วถ้าสมมติว่า จริง ๆ แล้วราชสำนักเหลียวปี้เลี่ยตงแอบจับมือเป็นพันธมิตรกับพวกชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือล่ะ? พวกเขาแค่อยากจับท่านอ๋องไว้เป็นตัวประกันเพื่อดึงความสนใจของกองทัพชายแดนตงฮั่นให้เคลื่อนย้ายไปที่อื่น เพื่อเปิดทางให้พวกเร่ร่อนเข้าโจมตีเมืองชายแดนของเราได้ถนัดขึ้นล่ะ เจ้าจะว่ายังไง?”
สิ้นประโยคของเจียงหมิง ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เพิ่งได้สติรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่แล้วกระซิบถาม “ถ้างั้น… เราควรทำยังไงดีครับ?”
“อยู่นิ่ง ๆ ไว้ก่อน อย่าเพิ่งหลงกล” เจียงหมิงตอบ
“ไม่” ในที่สุดเมิ่งฉีฮ่วนก็เอ่ยปากขึ้น “ก่อนเที่ยงคืนคืนนี้ เจิ้งเทียน เจ้าไปลักพาตัวแม่นางฝานเอ๋อร์มาที่เรือนเราซะ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เหลียวปี้เ