งมีชีวิตอยู่ หากทำให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นกริ้วขึ้นมา ตัวเขาตายคนเดียวยังพอว่า แต่ถ้าต้องพลอยทำให้หลี่เยว่หานต้องสิ้นชีพไปด้วย นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่
ความคิดเหล่านี้แล่นวนอยู่ในหัวของเมิ่งฉีฮ่วนซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายเขาจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยไว้ก่อน
ในทุก ๆ วัน เขาทำได้เพียงใช้ยาหยอดที่แม่นางฝานเอ๋อร์ทิ้งไว้มาเช็ดตามรอยเข็มให้หลี่เยว่หานเท่านั้น ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้เลย
เวลาผ่านไปนานถึงครึ่งเดือน จนกระทั่งยาหยอดในมือของเมิ่งฉีฮ่วนเกือบจะหมดลง องค์หญิงสิบสามจึงได้พาแม่นางฝานเอ๋อร์มาเยือนอีกครั้ง
“อานิ่งคำนับท่านอ๋องเจ้าค่ะ” ทันทีที่ก้าวเข้ามาในเรือน องค์หญิงสิบสามก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ครั้งนี้นางจึงทำความเคารพเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเรียบร้อย “ช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ในวังตึงเครียดนัก ท่านพี่ใหญ่และพี่รองถูกท่านพ่อส่งไปเฝ้าเมืองชายแดน ส่วนเสด็จพ่อเองก็ทรงวิตกจนล้มป่วยไปพักหนึ่ง โดยมีพี่ฝานเอ๋อร์คอยดูแลรักษาอาการอยู่ตลอด อานิ่งจึงไม่สามารถพาพี่ฝานเอ๋อร์มาฝังเข็มให้พระชายาได้เจ้าค่ะ”
คำพูดของนางฟังดูน่าสงสารและเต็มไปด้วยความจำเป็น อีกทั้งยังเป็นการอธิบายเหตุผลที่หายไปได้อย่างแนบเนียน
ทว่าเรื่องที่ท่านพ่อประชวรนั้นเป็นเรื่องจริง
แต่ในราชสำนักย่อมไม่ได้มีหมอเพียงแค่แม่นางฝานเอ๋อร์คนเดียว เป็นไปไม่ได้ที่จะต้องรั้งตัวนางไว้เพื่อดูแลดูแลอาการของจ้าวปันสือเพียงคนเดียวเช่นนี้
แต่เม