ไปทั่วห้อง
แม้แต่องค์หญิงสิบสามที่มีความอดทนสูงยังแทบจะทนกลิ่นนั้นไม่ไหวจนเกือบจะหงายหลัง ดีที่นางยังคุมสติได้และรีบกุลีกุจอไปเปิดหน้าต่างเพื่อระบายอากาศอย่างรู้ความ ทั้งยังสั่งให้สาวใช้รีบยกน้ำร้อนและผ้าสะอาดเข้ามาทันที
ส่วนฝานเอ๋อร์นั้นยังคงนิ่งสงบ นางใช้ผ้าชุบน้ำร้อนเช็ดเลือดเสียเหล่านั้นออก แล้วนวดคลึงที่รูเข็มต่อ ซึ่งก็ยังมีเลือดเสียไหลออกมาไม่หยุด
นางทำซ้ำเช่นนั้นอยู่หลายรอบ จนกระทั่งผิวแขนของหลี่เยว่หานเริ่มแดงจากการขัดเช็ด ฝานเอ๋อร์จึงยอมปล่อยมือ แล้วหันไปทำท่าทางสื่อสารบางอย่างกับองค์หญิงสิบสาม
“พี่ฝานเอ๋อร์บอกว่า เมื่อครู่นางได้ใช้วิชาเข็มลับชักนำเลือดเสียที่เน่าเปื่อยภายในกายของพระชายาออกมาแล้ว และจุดที่ฝังเข็มไปก็กลับสู่สภาวะปกติ หากในช่วงเย็นเริ่มมีรอยช้ำปรากฏขึ้นมาอีก ก็ให้ใช้ยาตัวเดิมประคบไว้ รอยช้ำเหล่านั้นก็จะไม่กลับมาอีกเจ้าค่ะ” องค์หญิงสิบสามถ่ายทอดคำพูดที่ฝานเอ๋อร์สื่อสารออกมาให้เมิ่งฉีฮ่วนฟัง
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่า เมิ่งฉีฮ่วนก็มองหลี่เยว่หานที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่ซับซ้อน
‘มีเพียงเท่านี้หรือ… แต่หากทำได้เพียงเท่านี้ มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี…’
ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่เขากำลังฟังองค์หญิงสิบสามพูด เขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นสีหน้าของฝานเอ๋อร์ที่ดูเหนื่อยใจ แถมยังลอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ ทำให้เขาเริ่มเกิดความระแวงสงสัยในใจ
“หากต้องการรักษาเยว่หานให้หายขาด จะต้องฝังเข็