…” คราแรกหมอผีดูจะขุ่นเคืองใจยิ่งนักที่ถูกคุมตัวมาเช่นนี้ แต่พอเห็นว่าเป็นเมิ่งฉีฮ่วน เขาก็หดหัวกลายเป็นเต่าทันที
“ได้ยินมาว่าเจ้ามีวิชาการรักษาที่เก่งกาจงั้นรึ?” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการรับรู้ ก่อนจะถามเข้าเรื่องทันที
หมอผีฟังแล้วก็มองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความฉงน “แต่… ท่านเก้ามิได้ดูเหมือนคนเจ็บป่วย…”
“ตามข้ามา” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางผลักประตูนำหมอผีเข้าไปในห้อง
เฮ่อเจิ้งเทียนที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงของหลี่เยว่หาน เมื่อเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเข้ามาก็รีบยืนตัวตรงทันที
“ดูนางเสีย” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้เดินเข้าไปใกล้เตียง แต่หยุดยืนอยู่ในระยะที่ห่างออกมาพอสมควร เขามิได้ให้หมอผีเดินเข้าไปหาทันที แต่สั่งให้เขามองดูจากตรงนั้น
หมอผีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเพ่งมองไปยังเตียงนอน แล้วจึงพบว่าบนนั้นมีคนนอนอยู่
“นี่มัน…” หมอผีมองอยู่นาน เหงื่อเย็น ๆ เริ่มผุดพรายเต็มหน้าผาก ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเมิ่งฉีฮ่วน “ท่านเก้าโปรดประทานอภัย! ไม่ว่าผู้น้อยจะมองอย่างไร แม่นางบนเตียงผู้นี้ไร้ซึ่งลมหายใจแล้วขอรับ!”
หมอผีสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะบันดาลโทสะปลิดชีพตนเสีย เพราะกิตติศัพท์ของ ‘เพชฌฆาตโลกันตร์’ ที่เคยนองเลือดทั่วเมืองเทียนซิงอู่เหอเมื่อปีก่อนนั้น เป็นเรื่องเล่าที่ชาวเมืองทุกคนยังจำได้ติดตา
“เจ้าขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ” เมิ่งฉีฮ่วนมิได้โกรธเคือง สิ่งที่หมอผีพูดนั้นไม่ต่างจากที่หมอกู่เคยกล