การพึ่งพาลัญจกรหยกไปแล้ว
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ แดนราชันไร้เทียมทานได้เปลี่ยนไปยึดเหนี่ยวกับสิ่งของชิ้นใหม่แทน
แม้ข้อมูลเหล่านี้จะดูแตกแขนงยิบย่อย แต่นางก็ค่อย ๆ นำมันมาเรียงร้อยเป็นจิ๊กซอว์ในใจทีละชิ้น
หลังจากคัดกรองข้อมูลที่มีประโยชน์ในหัวได้อย่างรวดเร็ว หลี่เยว่หานก็เริ่มใจเย็นลง นางถึงกับวางข้าวของในมือลงไว้ด้านข้างอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยปากอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เจือความเศร้าสร้อย
ทว่าใบหน้ากลับดูผ่อนคลายอย่างยิ่ง “อันที่จริงข้าไม่ได้ชื่นชอบกับแดนราชันไร้เทียมทานนี่เลยสักนิด อีกทั้งที่นี่กว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน เห็นทีข้าคงไม่มีปัญญาหาร่างจริงของเจ้าพบแน่ ๆ แล้วล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน เสียงที่จองหองนั้นก็โพล่งออกมาอย่างไม่เกรงใจ “ฝีมือของเปิ่นจั้ว มีหรือที่วิญญาณจากต่างโลกอย่างเจ้าจะเดาทางออก หึ!”
‘วิญญาณจากต่างโลก!’
เมื่อได้ยินสี่คำนี้ สติของหลี่เยว่หานสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางเกือบจะโพล่งคำพูดบางอย่างออกมาแต่ก็ข่มเอาไว้ได้ทัน ทันใดนั้นนางจึงเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นความตื่นตระหนก ทว่าแววตากลับเย็นเยียบลงในพริบตา “เจ้าหมายความว่า เจ้ารู้ว่าข้าไม่ใช่คนของมิติเวลาแห่งนี้อย่างนั้นเหรอ?”
“เจ้านี่ชอบพูดเรื่องไร้สาระเสียจริง” เสียงนั้นเจือแววขบขัน “ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้สิ่งของบัดซบนั่น เจ้าก็ตายไปนานแล้ว จะข้ามภพมาที่นี่ได้อย่างไร ใช่แล้ว… เปิ่นจั้วเป็นคนช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ ข้