ียงหมิงที่ยังมิทันลงจากรถม้าถึงกับสะดุ้งโหยงในวินาทีที่เมิ่งฉีฮ่วนสวมหน้ากากนั้น
นับตั้งแต่เมิ่งฉีฮ่วนลงมือกับคนของฉือหลินเจียง เขาก็ดูผิดปกติไปมาก ยามนี้เขายิ่งดูมืดมนเยือกเย็น แม้แต่เฮ่อเจิ้งเทียนที่ติดตามอยู่ข้างกายมาตลอด ยังมิกล้าสบตาเขาตรง ๆ
—ดูท่า การที่พวกฉือหลินเจียงคิดจะปล้นรถม้าคันนี้ คงไปกระตุกหนวดเสือ หรือแตะต้อง ‘เกล็ดผกผัน’ ของเมิ่งฉีฮ่วนเข้าอย่างจังเสียแล้ว
—คงต้องถือว่าเป็นความซวยของพวกนั้นเอง เพราะคนที่นอนอยู่บนรถม้าคือสิ่งล้ำค่าที่ห้ามใครล่วงเกินเป็นอันขาด
—ล้ำค่าเสียยิ่งกว่านายน้อยทั้งสองคนด้วยซ้ำ…
หลังจากความคิดเหล่านี้แวบผ่านไปในใจ เฮ่อเจิ้งเทียนก็รีบเปิดประตูรถม้าอย่างว่องไว เจียงหมิงก็ติดตามไปติด ๆ ทั้งคู่กระโดดลงจากรถม้าทันที
เมื่อยืนบนพื้นหิมะที่ถูกเหยียบจนแน่นแล้ว เฮ่อเจิ้งเทียนก็เห็นเมิ่งฉีฮ่วนอุ้มหลี่เยว่หานที่ถูกห่อหุ้มด้วยเสื้อคลุมอย่างมิดชิดออกมาจากรถม้า เขาจึงรีบวางม้านั่งรองเท้าให้ทันทีอย่างรู้ความ
มองดูเมิ่งฉีฮ่วนที่อุ้มร่างอันไร้สติของหลี่เยว่หานเดินลงมา เฮ่อเจิ้งเทียนถึงกับลอบกลืนน้ำลายด้วยความประหม่า
หากจำไม่ผิด นอกจากช่วงเวลาสองปีที่เขาไม่ได้ติดตามอยู่ด้วย นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยจวนรัชทายาทองค์ก่อน ที่เขาได้เห็นโฉมหน้าความโกรธที่แท้จริงของเมิ่งฉีฮ่วน
และในวินาทีนั้นเองเฮ่อเจิ้งเทียนจึงเพิ่งตระหนักได้ว่า ในความทรงจำของเขา เมิ่งฉีฮ่วนไม่เคย