ฟเพียงใด ใบหน้าซีกหนึ่งของเขาก็ยังคงจมลึกอยู่ในเงามืดไม่แปรเปลี่ยน
“ข้า… ข้าจะสารภาพเอง…” ฉือหลินเจียงหันกลับมาคุกเข่าประจันหน้ากับเมิ่งฉีฮ่วนอย่างรู้ความ ก่อนจะเริ่มเอ่ยช้า ๆ “เมื่อ… ประมาณครึ่งปีก่อน พรรคหมาป่าเหมันต์ของพวกเราพ่ายแพ้ให้แก่สมาคมการค้าไห่หรงเฟิง จนถูกขับไล่มาอยู่ที่นี่ เพื่อความอยู่รอด พวกเราจึงจำต้องดักปล้นผู้สัญจรไปมา…”
“สมาคมการค้าไห่หรงเฟิง?” เมิ่งฉีฮ่วนเลิกคิ้ว “เล่ามาสิ”
“ขอรับ!” ฉือหลินเจียงมิกล้าเงยหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย “สมาคมการค้าไห่หรงเฟิงเป็นขุมกำลังที่เพิ่งปรากฏขึ้นในปีนี้ พวกเขารวบรวมเหล่าพ่อค้าทั่วทั้งเมืองเทียนซิงอู่เหอเข้าเป็นพันธมิตร จากนั้นพวกพ่อค้าก็ร่วมทุนกันจ้างคนมาปราบและทำลายกลุ่มอิทธิพลที่ครอบครองเมืองอยู่จนแตกพ่าย
บางพรรคเลือกที่จะสวามิภักดิ์ต่อสมาคมการค้าไห่หรงเฟิง แต่บางพรรคอย่างพรรคหมาป่าเหมันต์ของพวกเรากลับถูกขับไล่ออกจากตัวเมืองหลัก หากไม่ไปอยู่ทางฝั่งท่าเรือ ก็ต้องมาตกระกำลำบากอยู่ที่ทุ่งน้ำแข็งแห่งนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เพียงแค่ส่งเสียง “อ้อ” ในลำคอ แล้วเงียบไป
บรรยากาศรอบข้างช่างแปลกประหลาดพิกล เฮ่อเจิ้งเทียนและเจียงหมิงต่างมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง ด้วยเกรงว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะเกิดนึกสนุกขึ้นมาจนหันมาปลิดชีพพวกตนเสีย
ฉือหลินเจียงรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างของตนเริ่มแข็งจนไร้ความรู้สึก แต่ตราบใดที่เมิ่งฉีฮ่วนยังมิเอ่ยปาก ต่อให้ขว