อยู่บนเก้าอี้เอนหลัง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หงอวี้และหงซิ่วสองพี่น้องมักจะวิ่งออกไปฟังข่าวซุบซิบเกี่ยวกับนางและเมิ่งฉีฮ่วน แล้วกลับมาเล่าให้นางฟังอย่างออกรสออกชาติ ทุกครั้งล้วนมีเรื่องราวใหม่ ๆ มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นเรื่องบันเทิงใจที่สร้างสีสันให้แก่ชีวิตของหลี่เยว่หานได้ไม่น้อย
“มันน่าขำขนาดนั้นเชียวหรือ” เมิ่งฉีฮ่วนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กำลังใช้มีดสั้นเล่มเล็กที่มิทราบว่าไปสรรหามาจากที่ใด ปอกแอปเปิ้ลให้หลี่เยว่หานด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หลี่เยว่หานค้อนขวับมองเขา “มีดสั้นเล่มนี้เคยผ่านการใช้งานมาหรือยัง?”
“ไม่เคย เฮ่อเจิ้งเทียนเพิ่งซื้อมาใหม่!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบยืดตัวตรงแล้วส่งแอปเปิ้ลที่ปอกเสร็จแล้วให้นางทันที
“ค่อยยังชั่วหน่อย” หลี่เยว่หานรับแอปเปิ้ลมาเคี้ยวอย่างพึงพอใจ
เมื่อเห็นนางขดตัวรับแสงแดดอยู่บนเก้าอี้เอนหลังเหมือนแมวตัวน้อย หัวใจของเมิ่งฉีฮ่วนก็อ่อนย้วยราวกับน้ำ เขาอดใจไม่ไหวต้องยกมือขึ้นลูบผมที่สยายออกของนางเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “หลังจากผ่านพ้นช่วงตรุษจีนไปแล้ว พวกเราออกจากเมืองหลวงกันเถอะ”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็เหลือบมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยดวงตาเป็นประกาย “จริงหรือ! จะไปที่ไหนกัน!”
พูดตามตรง ยิ่งนางอยู่ใกล้ชิดกับอำนาจมากเท่าไร หลี่เยว่หานก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่ายมากเท่านั้น เมื่อทุกคนต่างวิ่งวุ่นแย่งชิงอำนาจ ในสายตาของนางอำนาจเหล่านั้นกลับกลายเป็นเหมือน ‘กระดูกไก่’
มันคือสิ่งไร้ค่าที่ขัด