นท่วมท้นจนยากจะดับได้
ความจริงแล้วเสบียงเหล่านั้นมิเคยอยู่ในมือฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย หากมีใครมากล่าวหาเช่นนี้ก่อนจะเกิดวิกฤตเสบียง ราษฎรก็คงไม่มีวันเชื่อ
เพราะในรัชสมัยของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น แคว้นตงฮั่นนับว่ามีความมั่งคั่งและเข้มแข็งมิน้อย
ทว่าหลังจากที่ราษฎรพากันรุมด่าหลี่เยว่หานและฉีอ๋องไปเสียยกใหญ่ แล้วจู่ ๆ กลับพบว่าตนเองด่าผิดคน อารมณ์ที่ตีกลับย่อมทวีคูณเป็นหลายเท่าตัว ต่อให้ฮ่องเต้จะเคยได้รับความเลื่อมใสเพียงใด ก็มิอาจต้านทานความหวาดกลัวจากความหิวโหยได้
อีกทั้งยามที่คิดว่าหลี่เยว่หานเป็นคนกักตุน ทุกคนยังฝากความหวังไว้ที่ราชโองการของฮ่องเต้ว่าจะบีบให้นางยอมคายเสบียงออกมา ฮ่องเต้จึงเปรียบเสมือนแสงแห่งความหวังเดียวของชาวเมือง
แต่เมื่อความหวังนั้นพังทลายลง พวกเขาจึงเหลือเพียงทางเดียวคือการลุกขึ้นต่อต้าน
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นผู้ถูกซ้อนแผน แม้จะทรงอาลัยอาวรณ์เพียงใด แต่ในยามที่ชื่อเสียงป่นปี้เช่นนี้ พระองค์ก็จำต้องโอนอ่อนตามความต้องการของเมิ่งฉีฮ่วนและจงเจิ้งอวี่ ด้วยการสั่งประหารชีวิตจงเจิ้งเซวียน
เดิมทีพระองค์ตั้งพระทัยเพียงแค่สั่งตัดศีรษะให้เรื่องจบไป อย่างไรเสียก็เป็นถึงองค์ชาย ไม่อยากให้ภาพลักษณ์ดูอุจาดเกินไปนัก ทว่าในที่ประชุมเช้า เมิ่งฉีฮ่วนกลับรุกไล่บีบคั้นไม่หยุดยั้ง โดยเน้นย้ำซ้ำๆ ว่าจงเจิ้งเซวียนยามนี้มีฐานะเป็นเพียงสามัญชน
สุดท้ายฮ่องเต้จึงต้องยอมถอยแล้วถอยอีก จนจำต้องพิพากษาให้